เสียงก้องสะท้อนของหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นหินปูนเบื้องล่าง คือจังหวะเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้
ศิลาขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ความเจ็บแปลบที่ข้อเท้าซ้ายทำหน้าที่เตือนสติว่าการวิ่งหนีพายุหมุนเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน แรงลมกระโชกที่พัดกระหน่ำหน้าปากถ้ำทำให้กิ่งไม้หักโค่นและปิดตายทางออกไปโดยสมบูรณ์ ความมืดมิดเข้าโอบล้อมรอบตัวราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิทที่ไร้ซึ่งรอยแยกของแสงตะวัน
“อย่าเพิ่งขยับเลยครับ คุณศิลา”
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืด ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว รวีขยับตัวเล็กน้อย แสงสลัวจากเปลวไฟดวงเล็กในเตาถ่านพกพาที่ถูกจุดขึ้นอย่างทุลักทุเล เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เปื้อนคราบฝุ่นดินและหยาดเหงื่อ เส้นผมที่มักจะถูกจัดแต่งอย่างเป็นระเบียบยามนี้ลู่ลงแนบกรอบหน้า
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความเจ็บ ปากบางเฉียบเหยียดยิ้มเยาะทั้งที่หน้าซีดเผือด “คุณรวี อุตส่าห์มีอารมณ์มาห่วงผมด้วยหรือครับ นึกว่าคุณจะดีใจเสียอีกที่เราติดอยู่ในหลุมหลบภัยโบราณนี่ด้วยกัน ตามอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของคุณ”
“ในสถานการณ์ที่ความตายอยู่ห่างจากเราแค่ปริมาณออกซิเจนในถ้ำนี้ อุดมการณ์ไม่มีความหมายหรอกครับ” รวีตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้เจือความโกรธเคือง มีเพียงความเหนื่อยล้าและความนิ่งสงบที่น่าประหลาดใจ “สิ่งเดียวที่สำคัญตอนนี้คือเราจะรักษาร่างกายให้อบอุ่นอย่างไรจนกว่าฟ้าจะสว่าง และหวังว่าหน่วยกู้ภัยข้างนอกจะหาทางเคลียร์ปากถ้ำเจอเสียก่อน”
รวีถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวผ้าแคนวาสเนื้อหนาของตนออก แล้วโยعมันมาคลุมไหล่ให้ศิลาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากปฏิเสธ สัมผัสอุ่นจากเนื้อผ้าที่ยังคงความร้อนจากร่างกายของรวีทำให้ศิลาชะงักไปชั่วขณะ
“เก็บความใจดีนี้ไว้ใช้ตอนเราหาทางออกไม่ได้เถอะครับ” ศิลากระซิบ แม้ปากจะต่อต้าน แต่ร่างกายกลับซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างไม่รู้ตัว เขามองลอดผ่านความมืดไปยังร่างโปร่งที่นั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกล “ทำไมคุณถึงเลือกที่จะปกป้องบทกวีชุดนั้นนักหนารวี? ทั้งที่มันเป็นแค่กระดาษเก่าๆ ที่รอวันผุพังตามกาลเวลา ทำไมคุณถึงยอมเสี่ยงชีวิตวิ่งตามผมเข้าไปในเขตหวงห้ามกลางพายุเฮงซวยนี่?”
ถ้ำแห่งนี้เงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงคำรามก้องราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังเกรี้ยวกราด รวีเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงไฟสีส้มวับแวม มองลึกเข้าไปในดวงตาของนักมานุษยวิทยารุ่นน้อง
“เพราะมันไม่ใช่แค่กระดาษเก่าๆ ครับคุณศิลา” รวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความแข็งกร้าวลง จนกล
ายเป็นการสารภาพความนัย “บทกวีเหล่านั้น... บันทึกเสียงสุดท้ายของคนที่ไม่สามารถส่งเสียงได้ในยุคสมัยของพวกเขา พวกมันคือลมหายใจที่ถูกแช่แข็งไว้ หากเราปล่อยให้มันสูญหายไปกับความเปลี่ยนแปลงที่คุณไขว่คว้า มันก็เท่ากับเรายอมรับว่าเรื่องราวของพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง”
ศิลานิ่งงัน คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างแม่นยำ ราวกับปลายมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า บาดแผลที่เขาพยายามกลบเกลื่อนด้วยการศึกษาดนตรีสมัยใหม่และการโอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลก
“แต่โลกมันหมุนไปข้างหน้านะครับรวี” ศิลาพูดเสียงแผ่วเบา ความเย่อหยิ่งจองหองในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกนอก “ถ้าเราเอาแต่มองยหลัง เราจะไม่มีวันได้ยินเสียงเพลงในปัจจุบันเลย”
“บางครั้ง... เสียงเพลงในปัจจุบันมันดังเกินไปจนกลบความจริงบางอย่างที่สำคัญที่สุดต่างหากครับ” รวีขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เจือจางในความหนาวเหน็บ “เหมือนอย่างที่เรากำลังนั่งคุยกันในตอนนี้... โดยไม่มีหน้ากากของนักวิชาการ ไม่มีทฤษฎีทางมานุษยวิทยามาขวางกั้น”
สายตาของทั้งคู่ประสานกันในความมืด ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคานอำนาจกันมาตลอดหลายเดือน กลับกลายเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธ เคมีระหว่างคนสองคนที่ฉลาดทันกันและต่างฝ่ายต่างถือไพ่เหนือกว่าในเกมทางความคิด ค่อยๆ เปลี่ยนรูปเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ไร้การปรุงแต่ง
ศิลาหลบสายตาลงก่อน หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเหตุผลที่ไม่อาจหาคำอธิบายในตำราเล่มไหน เขายื่นมือออกไปกวนเปลวไฟตรงหน้าเพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มอึดอัด แต่ปลายนิ้วของเขากลับไปแตะโดนหลังมือของรวีที่วางอยู่บนพื้นหินโดยบังเอิญ
ไม่มีใครชักมือกลับ
ความอบอุ่นจากผิวเนื้อที่ถ่ายทอดหากันในความเย็นยะเยือกของถ้ำลึก ทำให้ท่วงทำนองในใจของทั้งสองคนเริ่มเปลี่ยนจังหวะ รวีค่อยๆพลิกฝ่ามือขึ้น ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสเข้ากับข้อมือของศิลาอย่างแผ่วเบา ราวกับจะสำรวจร่องรอยความเจ็บปวดจากข้อเท้าที่แพลง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าเรียวอย่างทะนุถนอมในแบบที่ไม่มีใครเคยคาดคิด
“ถ้าเราต้องติดอยู่ที่นี่ไปตลอด... คุณจะเบื่อผมก่อนไหมครับศิลา” รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระซิบที่พร่าเลือน ทว่าจริงจังอย่างยิ่งยวด
ศิลาเม้มริมฝีปาก กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดประชดประชันตามนิสัย เพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายในอก แต่ทว่า...
*ครืนนน—!*
เสียงหินก้อนมหึมาถล่มลงมาจากเพดานถ้ำลึกด้านในสุด ตามมาด้วยเสียงก้องสะท้อนแปลกประหลาดที่ไม่ใช่เสียงของสายฝน
รวีดึงตัวศิลาเข้าหาอกกว้างทันทีตามสัญชาตญาณ ปกป้องร่างของอีกฝ่ายไว้ใต้ร่างของตนขณะที่ฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย เมื่อเสียงถล่มสงบลง ทั้งคู่ต่างหันไปมองยังทิศทางที่เกิดเสียงด้วยความตกตะลึง
แสงไฟฉายสีขาวโพลนสาดส่องทะลุผ่านรอยแยกใหม่ที่เพิ่งเปิดออก จากผนังถ้ำที่เคยทึบตัน—เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมและร่องรอยอารยธรรมที่ถูกปิดตายมานานนับศตวรรษ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... คือรอยเท้าสดใหม่คู่หนึ่งที่ประทับอยู่บนฝุ่นหนาเบื้องหน้า เป็นรอยเท้าของมนุษย์ที่เพิ่งเดินผ่านพ้นประตูแห่งความลับนี้ไปเมื่อไม่กี่นาาทีก่อน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับนี้กับผมนะครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 18
ความหวังในความมืด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!