วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 19

บทสนทนาหลังพายุ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
รอยแตกบนแก้วคริสตัลไม่ได้ทำให้เสียงกังวานหายไป มันเพียงแต่เปลี่ยนโทนเสียงให้บิดเบี้ยวและบาดลึกขึ้นในยามที่ถูกดีด ศิลาวางสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มลงบนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังทึบในห้องสมุดโบราณที่ฝุ่นละอองลอยวนท่ามกลางลำแสงสีทองที่สาดส่องผ่านกระจกสีลายวิจิตร รวีไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษชำระสะเก็ดคำกลอนโบราณตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงยังคงกดทับหน้ากระดาษแผ่นบางเบาราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นผงหากขยับเพียงนิด "คุณกำลังทำลายโครงสร้างเดิมของมัน ศิลา" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นโดยไม่มีปฏิกิริยาตื่นตระหนก ราวกับเขารู้ตัวอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก "การตีความบทกวีราชสำนักด้วยจังหวะดนตรีแจ๊สร่วมสมัย... มันไม่ใช่การสืบทอด แต่มันคือการฆาตกรรม" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการโต้เถียงกันมาตลอดทั้งคืน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะสะท้อนแววตาคู่คมที่ไหววูบราวกับเปลวเทียนใกล้หมดไส้ "ผมไม่ได้ฆ่ามัน รวี ผมแค่คืนลมหายใจให้มันต่างหาก" ศิลาส้าวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝนแรกและกระดาษเก่าลอยอบอวลอยู่ระหว่างคนทั้งสอง "บทกวีของคุณถูกแช่แข็งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งกาลเวลามานานเกินไป ไม่มีใครอินกับความโศกเศร้าของขุนนางโบราณที่ตายไปเป็นร้อยปีหรอก ถ้ามันไม่ถูกนำมาเล่าผ่านความเจ็บปวดแบบที่มนุษย์ยุคนี้กำลังเผชิญอยู่" รวีเงยหน้าขึ้น ดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้นจ้องมองศิลานิ่งสนิท ไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความเวิ้งว้างลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง เป็นสายตาของคนที่สูญเสียบางสิ่งไปจนหมดใจ และพยายามใช้กรอบประเพณีมาเป็นเกราะกำบังวิญญาณที่แตกสลาย ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาและเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังที่เดินหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักหน่วง รวีถอนหายใจยาวนาน เปลือกตาปิดลงชั่วพริบตาก่อนจะลืมขึ้น ความแข็งกร้าวในแววตานั้นอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที แต่ศิลาผู้ช่างสังเกตกลับจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ทันที ปลายนิ้วของรวีที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ "คุณไม่เข้าใจหรอก..." รวีพึมพำ เสียงนั้นเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม "บางถ้อยคำ... ถ้ามันถูกเปลี่ยนทำนอง ความหมายที่แท้จริงของการสูญเสียมันจะหายไป เหมือนกับความทรงจำที่ถูกแต่งเติมจนกลายเป็นเรื่องโกหก" ศิลาชะงัก ฝ่าเท้าที่ก้าวเข้ามาหยุดลง ความหงุดหงิดที่เคยคุกรุ่นอยู่ในอกเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเข้าใจอันเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในอก ความดื้อรั้นของรวีไม่ได้เกิดจากความหัวโบราณอย่างไร้เหตุผล แต่มันคือความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวว่าหากอดีตถูกบิดเบือน ตัวตนของใครบางคนที่อยู่ในอดีตนั้นจะเลือนหายไปตลอดกาล ความเห็นอกเห็นใจสายหนึ่งพาดผ่านความรู้สึกของศิลาอย่างไม่ทันตั้งตัว มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดสำหรับคนที่เชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงอย่างเขา ตัวตนของรวีในยามนี้ช่างเปราะบางและโดดเดี่ยวเหลือเกิน ศิลาดึงเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามออกมาแล้วหย่อนตัวลงนั่งอย่างเงียบๆ เขาสบตากับรวีโดยไม่มีการหลบเลี่ยง ไม่มีการปะทะคารมด้วยคำพูดที่เฉือดเฉือนเช่นเคย "ใครกัน... ที่เป็นคนแต่งบทกวีบทสุดท้ายนั้นให้คุณรวี" ศิลาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้มาในรอบหลายเดือน "ไม่ใช่บรรพบุรุษในตำนานที่คุณพยายามปกป้องหรอกใช่ไหม... แต่เป็นคนใกล้ตัวคุณเอง" รวีชะงักนิ่ง ร่างกายเกร็งขึ้นทันที แววตาที่เคยสงบนิ่งฉายแววตื่นตระหนกและเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรีบซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชาตามความเคยชิน ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ไม่มีคำตอบจากปากของรวี ทว่าความเงียบนั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าคำปฏิเสธใดๆ ศิลายื่นมือออกไปช้าๆ ปลายง่ามนิ้วแตะลงบนมุมกระดาษแผ่นที่รวีซ่อนไว้ใต้กองสมุดบันทึก โดยไม่ได้ตั้งใจจะแย่งชิง แต่เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะรับฟัง รวีมองการกระทำนั้น หัวใจของนักอนุรักษ์ผู้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์กระตุกวูบ ความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งการป้องกันทำให้พื้นที่ส่วนตัวของเขาล่มสลายลงในพริบตา กลิ่นอายของความเข้าใจที่ลอยมาจากอีกฝ่ายมันเย้ายวนและอันตรายเกินกว่าจะต้านทาน "ถ้าคุณอยากฟังความจริง..." รวีเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย "พรุ่งนี้... ในหอจดหมายเหตุชั้นใต้ดิน ที่ซึ่งแสงอาทิตย์ส่องไปไม่ถึง ผมจะให้คุณได้ยินเสียงที่แท้จริงของมัน" ศิลาพยักหน้ารับช้าๆ แววตาเป็นประกายด้วยความสนใจและความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่างานวิชาการ ทว่า ก่อนที่รวีจะได้เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นกะทันหันจากโถงทางเดินด้านนอก—ฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากการเดินปกติ แต่เป็นการเร่งรีบราวกับกำลังหนีตาย และไม่มีใครควรจะอยู่ที่นี่ในยามวิกาลนี้ รวีขมวดคิ้วมุ่นทันที ความหวาดระแวงฉายชัดบนใบหน้า เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าประตูไม้บานหนา เสียงเคาะสามครั้งดังขึ้นอย่างเฉียบขาดและไร้ความลังเล เป็นรหัสลับที่ใช้เฉพาะคนในเครือข่ายอนุรักษ์โบราณสถานเท่านั้น ก่อนที่ศิลาจะทันได้เอ่ยถาม รวีก็เอื้อมมือไปคว้าสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาเปิดพลิกอย่างลนลาน ดวงตาสนิมเหล็กเบิกกว้างเมื่อกวาดสายตาไปพบบรรทัดสุดท้ายที่ถูกเขียนเพิ่มขึ้นด้วยหมึกสีแดงสด—หมึกที่ยังไม่แห้งสนิทดีด้วยซ้ำ ทั้งที่ไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้เลยนอกจากพวกเขา "ศิลา..." รวีเงยหน้าขึ้นมองเขา ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคน... และบทกวีบทนั้น ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับนี้กับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%