"คุณกำลังพยายามรักษาซากปรักหักพังโดยไม่ยอมรับว่า... แผ่นดินไหวครั้งนั้นมันได้ทำลายรากฐานไปหมดแล้ว, ศิลา"
น้ำเสียงของรวีราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผิวผ้าไหมชั้นดี แก้วทรงสูงในมือของเขาไหววูบตามจังหวะการหมุนวนของของเหลวสีอำพัน แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์วินเทจสาดกระทบสันกรอบหน้าคมคาย ทอดเงายาวทาบทับลงบนกองสมุดบันทึกกระดาษสาโบราณที่กระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะทำงานไม้สัก
พวกเขานั่งอยู่ ณ ห้องสมุดส่วนตัวชั้นบนสุดของหอจดหมายเหตุ อาคารเก่าแก่ที่กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลาราวกับคอยสูบเอาออกซิเจนในห้องให้เบาบางลง บรรยากาศรอบตัวอึมครึมและกดดัน ราวกับพายุฝนกำลังก่อตัวนอกหน้าต่างกระจกสี
ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหลังกรอบแว่นสายตาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะรู้ดีว่าคำพูดของรวีเมื่อครู่ไม่ได้แทงใจดำแค่เรื่องงานวิจัยดนตรีร่วมสมัยที่พวกเขากำลังถกเถียงกัน แต่มันพุ่งเป้าไปที่ "แก่น" ของตัวตน ที่ศิลาพยายามกลบเกลื่อนมาตลอด
"การรักษาความงามในอดีตโดยไม่ยอมให้มันหายใจ หรือปรับเปลี่ยนไปตามโลกที่หมุนไป มันไม่ใช่การอนุรักษ์หรอกครับ... รวี แต่มันคือการสตาฟฟ์ศพ" ศิลาตอบกลับ เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันนิดๆ เพื่อปกปิดความสั่นไหวในอก "คุณกลัวความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าบทกวีหรือเสียงดนตรีพวกนั้นมีชีวิตและเติบโต นั่นแปลว่า... สิ่งที่คุณพยายามแบกรับไว้คนเดียวตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ชนิดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังเดินติ๊กต่อก
รวีชะงัก นิ้วมือเรียวยาวที่ถือแก้วเหล้าหยุดนิ่ง ดวงตาคมลึกที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ความสุขุมเยือกเย็นเสมอ บัดนี้ไหววูบชั่วขณะ ราวกับกำแพงน้ำแข็งที่ถูกความร้อนแผดเผาจนเกิดรอยร้าว
เขาววางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง
"คุณคิดว่าผมทำเพราะความดื้อรั้นงั้นเหรอ?" รวีเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากดูขื่นขมจนน่าใจหาย "คุณไม่รู้อะไรเลย... ศิลา"
รวีลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงโปรดในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นท่อนแขนที่มีรอยแผลเป็นจางๆ เดินไปที่ริมหน้าต่าง บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปในพริบตา จากนักอนุรักษ์ผู้เย่อหยิ่ง กลายเป็นชายผู้แบกรับความทรงจำอันหนักอึ้งจนหลังแทบหัก
"วันที่หอสมุดกลางเมืองเก่าไฟไหม้เมื่อสิบปีก่อน... อาจารย์ทัตพงษ์ไม่ได้แค่เสียชีวิตในกองเพลิง" รวีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังพูดกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง "ท่านพยายามวิ่งกลับเข้าไปเพื่อหยิบสมุดบันทึกฉบับสุดท้าย... บทกวีบทสุดท้ายที่ท่านแต่งให้ผม ก่อนที่ท่านจะหมดสติไป"
ศิลาขยับตัวเล็กน้อย ความรู้สึกต่อต้านในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความตระหนักรู้บางอย่าง เขายังไม่พูดแทรก ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่โอบรับความเปราะบางที่รวีเพิ่งยอมเปิดเผยออกมาเป็นครั้งแรก
"ผมยืนมองตึกนั้นมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา..." รวีหลับตาลงช้าๆ มือข้างหนึ่งกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "พร้อมกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย... ความรู้สึกที่ว่า *เราปล่อยให้คนสำคัญที่สุดและผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาต้องสูญหายไปในเปลวเพลิงโดยที่เราช่วยอะไรไม่ได้*... มันคือกรงขังที่ผมสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้ตั้งแต่วันนั้น"
ความจริงถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย พร้อมกับภาพจิ๊กซอว์ในใจของศิลาที่เริ่มต่อเข้าที่เข้าทาง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมรวีถึงยึดติดกับทุกตัวอักษร ทุกท่วงทำนองโบราณ ทำไมอีกฝ่ายถึงยอมเป็นศัตรูกับความเปลี่ยนแปลงและเวลา
รวีไม่ได้กลัวอนาคต... แต่เขากำลังชดใช้ให้แก่ อดีต ที่เขาช่วยใครไว้ไม่ได้ต่างหาก
"รวี..." ศิลาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย "ความผิดพลาดในอดีต... ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องหยุดหายใจไปพร้อมกับคนที่จากไปนะครับ การเก็บรักษาบทกวีเหล่านั้นไว้ในกรงแก้ว ไม่ได้ช่วยให้เขาฟื้นขึ้นมาหรอก แต่มันกำลังทำให้คุณตายทั้งกลม"
รวีลืมตาขึ้น หันกลับมามองหน้าศิลา แววตาคู่นั้นไหวระริก เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวที่สะสมมานานนับทศวรรษ ไม่มีร่องรอยของความถือดีหลงเหลืออยู่ มีเพียงชายคนหนึ่งที่กำลังร้องขอความเข้าใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
"แล้วถ้าผมปล่อยมือ... ถ้าผมยอมให้มันเปลี่ยนไป..." เสียงของรวีสั่นพร่าเล็กน้อย "แปลว่าผมกำลังทรยศความทรงจำของท่านใช่ไหม?"
"เปล่าเลยครับ" ศิลาส่ายหน้าช้าๆ สายตาที่มองรวีเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและอ่อนโยนอย่างที่เจ้าตัวไม่เคยแสดงออกให้ใครเห็นมาก่อน "การส่งต่อบทกวีให้เติบโตในโลกยุคใหม่... ต่างหาก คือการทำให้ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ผ่านหัวใจของคนรุ่นเรา"
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือน้อยเต็มที ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคานอำนาจกันไว้ถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่รุนแรงและเงียบงัน รวีมองริมฝีปากของศิลาก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบตา ประกายไฟบางอย่างสว่างวาบขึ้นในความมืดมนของห้องทำงาน
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเข้าใจทางอุดมการณ์ไปสู่ความผูกพันทางความรู้สึก...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทำลายความเงียบงันและดึงสติของทั้งคู่ให้กลับคืนสู่ความเป็นจริง รวีขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูไม้บานใหญ่ก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก้าวเข้ามาในความมืด
ร่างของชายสูงวัยในชุดสูทภูมิฐานผู้เป็นประธานกรรมการมูลนิธิก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ใต้แสงไฟ พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ รอยยิ้มแปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
"ดูเหมือนว่าพวกคุณกำลังถกเถียงกันเรื่องอดีตสินะครับ..." ผู้อำนวยการเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย "แต่เกรงว่า... สิ่งที่พวกคุณกำลังพยายามปกป้อง มันอาจจะไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้"
ผู้อำนวยการโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนกองสมุดโบราณ เสียงกระดาษกระทบโต๊ะดังทึบ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจของศิลาและรวี เมื่อเอกสารแผ่นบนสุดที่หลุดออกมาเผยให้เห็น "ลายมือ" ที่คุ้นเคย... แต่กลับระบุวันที่ตีพิมพ์ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ในยุคปัจจุบันที่ไม่มีใครควรจะล่วงรู้เนื้อหานี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวในใจของกวีบทนี้ด้วยกันนะครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 14
รอยร้าวในใจกวี
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!