วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 13

จังหวะหัวใจที่ไม่ตรงกัน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีเข้มกระทบลงบนพื้นโต๊ะไม้สักทองดังสนั่น ท่าความเงียบงันทึบของห้องเก็บหอจดหมายเหตุยามวิกาล กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและหมึกพิมพ์เก่าเก็บราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก "คุณกำลังทำลายรากเหง้าของมัน ศิลา" น้ำเสียงของรวีราบเรียบ แต่มันกลับเย็นเยียบและเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่กรีดลงบนผิวกระดาษสา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่ในแววคู่นั้น มีเพียงประกายแห่งความโกรธกรุ่นที่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความเยือกเย็นอันน่ากลัว ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เขาไม่ได้หลบสายตา ชายหนุ่มท้าวแขนทั้งสองข้างลงกับขอบโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดระยะห่างระหว่างกัน "รากเหง้าเหรอครับ รวี? หรือว่าคุณแค่กลัวความจริงที่ว่าโลกมันหมุนไปข้างหน้าโดยไม่รอคนตกรุ่นอย่างคุณกันแน่" ศิลาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันแต่นัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกสุมไว้มาหลายสัปดาห์ "ที่คุณพยายามรักษาไว้อย่างสุดชีวิตเนี่ย มันคือบทกวีอันทรงคุณค่า หรือเป็นแค่ซากศพที่คุณลากใส่โลงแก้วแล้วคอยปัดฝุ่นให้มันทุกวันกันแน่" ความตึงเครียดในห้องพุ่งสูงจนแทบจะได้ยินเสียงเส้นประสาทตึงตัว รวีสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมสติ ทว่าปลายนิ้วที่ประสานกันบนตักกลับจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว พวกเขาทั้งคู่ต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาของตน ศิลา นักมานุษยวิทยาดนตรีผู้เชื่อมั่นในพลังของการผสมผสาน ดนตรีคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเติบโต ผันแปร และสะท้อนเสียงร้องของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ส่วนรวี นักอนุรักษ์ผู้ยึดมั่นในจารีตและโครงสร้างโบราณ ดึงดันที่จะรักษาทุกตัวอักษร ทุกโน้ตดนตรีให้คงอยู่เช่นเดียวกับวันที่ถูกจารึกไว้ การทำงานร่วมกันในโครงการรวบรวมและตีความบทกวีโบราณเพื่อนำมาแสดงในเทศกาลดนตรีประจำปีครั้งนี้ จึงกลายเป็นการปะทะกันระหว่าง "ลมหายใจปัจจุบัน" และ "ความเงียบงันในอดีต" "ดนตรีและบทกวีเหล่านั้นมีจิตวิญญาณของมัน" รวีเอ่ยขึ้นทีละคำ ช้าๆ ชัดเจน น้ำเสียงเต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยา "โครงสร้างห้าห้อง เสียงวรรณยุกต์ที่ถูกจัดวางอย่างประณีต นั่นคือสถาปัตยกรรมทางความรู้สึกที่บรรพบุรุษกลั่นกรองด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ การที่คุณเอาซินธิไซเซอร์บ้าบอคอแตกมาใส่ทับไลน์ขลุ่ยไม้ไผ่ มันไม่ใช่การตีความใหม่... มันคือการฆาตกรรมทางวัฒนธรรม" "อย่ามาใช้คำพูดสวยหรูเพื่อกลบเกลื่อนความใจแคบของคุณเลยครับ" ศิลาสวนกลับทันที เสียงของเขาเริ่มดังขึ้น ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเงาทาบทับร่างของรวีที่นั่งอยู่ "คุณบอกว่าผมฆาตกรรม แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผมทำมันมีชีวิต! มันสะท้อนความเจ็บปวด ความสับสน และความหวังของคนจริงๆ ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่นกแก้วที่ท่องจำคำโบราณโดยไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันแปลว่าอะไร" รวีเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาที่มองศิลาเปลี่ยนไปชั่วขณะ มีร่องรอยของความเจ็บปวดพาดผ่านความเย็นชา ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยเกราะป้องกันอันแข็งกร้าวอีกครั้ง "คุณไม่มีวันเข้าใจหรอก... ศิลา" รวีพูดเสียงเบาลง แต่มันกลับบาดลึกยิ่งกว่าเดิม "บางสิ่งถ้าปล่อยให้มันพังทลายไปตามกาลเวลา มันก็ไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวอีกเลยในวันที่โลกใบนี้ใจร้ายกับเราที่สุด" ประโยคนั้นสะดุดกึกลงในห้วงความคิดของศิลา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปชั่วขณะ เขาสังเกตเห็นรอยสั่นไหวเล็กๆ ที่มุมปากของอีกฝ่าย ความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งและสมบูรณ์แบบเสมอมา แต่มันก็สายเกินกว่าจะถอยหลัง ศิลาเลือกที่จะเดินหน้าต่อด้วยความดื้อรั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง "ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณกอดซากศพพวกนี้ไว้คนเดียวเถอะครับ" ศิลาสะบัดเสียงใส่ คว้าสมุดบันทึกภาคสนามของตนเองขึ้นมาแนบอก "โปรเจกต์นี้จะดำเนินต่อไปในแบบของผม ไม่งั้นก็ต่างคนต่างทำ ผมทนทำงานกับคนตาบอดที่มองไม่เห็นความงดงามของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว" ศิลาหันหลังและก้าวเท้าฉับๆ ไปที่ประตู แผ่นหลังกว้างสั่นเทาด้วยความโกรธ ทว่าในวินาทีที่มือของเขากำลังจะเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูไม้ เสียงทุ้มต่ำของรวีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง หยุดฝีเท้าของเขาไว้ทันที "ถ้าคุณยืนกรานจะใช้โน้ตชุดนั้น... คุณก็เตรียมใจรับผลที่จะตามมาได้เลย" ศิลาชะงัก หันกลับไปมองด้วยความฉงน รวียืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความลับบางอย่างที่เขาไม่เคยเปิดเผยมาก่อน "หมายความว่ายังไง?" ศิลาถาม น้ำเสียงระคนความสงสัย รวีไม่ตอบทันที ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้เอกสารเหล็กมุมห้อง เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดที่ถูกล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนาด้วยกุญแจดอกเล็กที่ห้อยอยู่กับสร้อยคอของตนเอง เขาดึงแฟ้มสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าออกมาเล่มหนึ่ง วางมันลงบนโต๊ะด้วยท่าทีทะนุถนอม ราวกับมันคือวัตถุโบราณที่เปราะบางที่สุดในโลก "หมายความว่า... โน้ตเพลงที่คุณกำลังจะเอาไปแสดงในสัปดาห์หน้า มันไม่ใช่บทกวีพื้นAชาวบ้านอย่างที่คุณเข้าใจ" รวีเงยหน้าขึ้นสบตาศิลา แววตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อ่านไม่ออก "และต้นฉบับจริง ๆ ของมัน... ซ่อนความลับบางอย่างที่อาจจะทำลายทั้งชื่อเสียงของคุณ และความเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับบรรพบุรุษที่คุณพยายามโฆษณาอยู่" ศิลานิ่งอึ้ง หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ เขามองหน้าอีกฝ่ายสลับกับแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าบนโต๊ะ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปตามสันหลัง รวีเลื่อนแฟ้มนั้นมาตรงกลางโต๊ะ ก่อนจะเปิดหน้าแรกออกเผยให้เห็นลายมือเขียนด้วยหมึกซึมสีดำจางๆ ที่ขาดวิ่น และที่มุมกระดาษแผ่นนั้น... มีรอยประทับตราลับของสำนักพระราชวังโบราณ พร้อมกับชื่อของบุคคลที่ควรจะหายไปจากประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ทันทีว่าเกมนี้ได้เปลี่ยนกฎไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว - บทกวีใต้ร่มเงา -
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%