วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 12

ทฤษฎีความฉงน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระดาษแผ่นบางที่ถูกพลิกด้วยปลายนิ้ว ให้ซุ่มเสียงแห้งแล้งราวกับเสียงใบไม้ร่วงหล่นในฤดูแล้ง มันไม่ใช่เสียงที่น่ารื่นหูนักสำหรับคนทั่วไป แต่มันคือจังหวะชีวิตของห้องเก็บเอกสารโบราณแห่งนี้ ห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของกาลเวลา กาวหนังปลาสเตอร์เก่าๆ และฝุ่นผงที่ลอยวนอยู่ในลำแสงสีทองสลัว ซึ่งสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างบานสูง ศิลากวาดสายตาผ่านตัวอักษรหวัดๆ บนบันทึกภาคสนามฉบับที่สี่สิบสอง ขอบกระดาษเหลืองกรอบจนแทบจะกลายเป็นผงหากออกแรงกดมากกว่านี้เพียงนิดเดียว ความเงียบงันภายในห้องโถงเก็บรักษาคัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยโบราณไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเขาสงบลงเลย ตรงกันข้าม ความเงียบนี้กลับทำหน้าที่เหมือนห้องสะท้อนเสียง ขยายความคิดอันฟุ้งซ่านและคำถามที่ค้างคาอยู่ในอกให้ดังสะท้อนซ้ำไปซ้ำมา "คุณกำลังพยายามอ่านรอยร้าวบนเปลือกไข่ โดยคิดว่ามันคือแผนที่ดวงดาวนะครับ ศิลา" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นวางหนังสือแถวที่ห้า รวีไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ เขายังคงยืนพิงสันชั้นไม้มะค่าเก่าคร่ำคร่า แสงเงาจากภายนอกทาบทับใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายจนเกิดมิติที่ลึกซึ้ง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนประกายความเยียบเย็นและระแวดระวัง ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังเฝ้ามองเหยื่อเดินเข้าสู่เขตอาคม ศิลาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ปลายนิ้วยังคงไล่ตามบรรทัดอักษรที่ถูกบันทึกไว้เมื่อเกือบร้อยปีก่อน "ผมไม่ได้อ่านรอยร้าวบนเปลือกไข่ครับ รวี... ผมแค่มองหาความจริงที่ถูกกวาดซุกไว้ใต้พรมของพวกคุณ นักอนุรักษ์ผู้ยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์" รวีหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเบาหวิวราวกับเสียงถอนหายใจ "ความจริงคือสิ่งเปราะบางที่สุด ยิ่งคุณพยายามขุดคุ้ยมันขึ้นมามากเท่าไหร่ ฝุ่นผงแห่งกาลเวลาก็จะยิ่งฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นอะไรเลย สิ่งที่คุณเรียกว่าความจริงในบันทึกฉบับนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงความเพ้อฝันของกวีที่พยายามบิดเบือนโลกใบนี้ เพื่อให้มันงดงามพอกที่จะทนอยู่ได้ต่างหาก" ศิลาวางเอกสารลงบนโต๊ะไม้สักเสียงดัง *ปึก* จนฝุ่นละอองรอบตัวกระเพื่อมไหว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับชายผู้ที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งกับเขาในทุกๆ มิติ ดวงตาของนักมานุษยวิทยาสมัยใหม่ทอประกายคมกริบ ความโกรธเคืองเล็กๆ ผสมผสานกับความท้าทาย "ถ้ามันคือความเพ้อฝัน ทำไมบันทึกของสำนักช่างหลวงในรัชสมัยนั้น ถึงได้มีการแก้คำร้องและขีดฆ่าทับบทกวีสรรเสริญองค์กษัตริย์ออกไปเกือบครึ่งหน้า?" ศิลาสาวเท้าเข้าไปใกล้ รักษาระยะห่างที่พอดีระหว่างความเป็นมืออาชีพและความตึงเครียดทางอารมณ์ "ถ้าทุกอย่างมันบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ตามจารีตที่คุณพยายามปกป้อง ทำไมท่วงทำนองดนตรีพื้นบ้านที่ใช้บรรเลงในพิธีหลวง ถึงถูกเปลี่ยนจากบันไดเสียงไมเนอร์ที่โหยหวน มาเป็นเมเจอร์ที่สดใสในบันทึกทางการ... ทั้งที่บันทึกบอกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?" รวีหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยย่นจางๆ ที่หางตาขยับไหว แต่มุมปากกลับเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มเยارเยาะที่อีกฝ่ายเกลียดชังนักหนา "คุณคิดว่าประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นด้วยความบังเอิญหรือครับ ศิลา? หรือคุณคิดว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเหมือนสมการทางคณิตศาสตร์?" "ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะครับ... และบางครั้งก็ถูกเซ็นเซอร์โดยคนที่กลัวความจริง" ศิลาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจในหลักฐานที่เพิ่งค้นพบ "คุณรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร รวี บันทึกบทกวีบทที่เจ็ดของอาจารย์ใหญ่ประจำสำนักดนตรีหลวงในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ได้หายไปเพราะไฟไหม้... แต่มันถูกฉีกออกโดยมือของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมตอนนี้ต่างหาก" บรรยากาศในห้องอับทึบพลันเย็นเยียบลงทันที ไอร้อนจากความตึงเครียดปะทะเข้ากับความหนาแน่นของกาลเวลาที่ถูกกักเก็บไว้ รวีไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือแก้ตัว สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิท ราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเพื่อซ่อนความลับอันดำมืด เขาก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว ชายเสื้อคลุมสีเข้มไหววูบตามจังหวะการเดิน รวีหยุดยืนห่างจากศิลากำแพงกั้นเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นจางๆ ของชาสมุนไพรและกระดาษเก่าโชยมาแตะจมูก "คุณฉลาดมาก ศิลา... ฉลาดเกินกว่าจะเป็นแค่นักมานุษยวิทยาที่สนใจแค่เสียงดนตรีพื้นบ้าน" รวีเอ่ยเสียงกระซิบ แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะจำแนกว่ามันคือความชื่นชมหรือความเกลียดชัง "แต่ความฉลาดของคุณกำลังพาตัวเองไปยืนอยู่บนปากเหว บันทึกหน้าที่คุณตามหา... มันไม่ได้ถูกทำลายเพราะความกลัว แต่มันถูกทำลายเพราะถ้าความจริงข้อนั้นถูกเปิดเผย ท่วงทำนองทั้งหมดที่ผู้คนกราบไหว้บูชาอยู่ทุกวันนี้ จะพังทลายลงกลายเป็นแค่เสียงกรีดร้องของความอัปยศ" ศิลาชะงักไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นตัว "พูดให้มันชัดเจน รวี... ความอัปยศอะไร?" รวีไม่ตอบ เขายื่นมือออกไปหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้กองเอกสารเก่าแก่ที่สุดของชั้น ชายหนุ่มเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นลายมือที่ถูกเขียนด้วยหมึกซึมสีดำเข้ม ซึ่งแตกต่างจากบันทึกเล่มอื่นโดยสิ้นเชิง "อ่านนี่สิครับ..." รวีเลื่อนสมุดเล่มนั้นมาตรงหน้าศิลา "นี่คือต้นฉบับจริง... ก่อนที่สำนักช่างหลวงจะชำระประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งหมด" ศิลาก้มลงมองตัวอักษรบรรทัดแรก หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาเคยเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตเกี่ยวกับการกำเนิดของบทกวีบทแรกของประเทศนี้... เป็นเพียงเรื่องโกหกที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้มีอำนาจ ทว่า ก่อนที่เขาจะได้อ่านรายละเอียดในบรรทัดถัดไป เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่ทางเดินด้านนอก มุ่งตรงมายังห้องเก็บเอกสารแห่งนี้ด้วยความเร่งรีบ รวีขมวดคิ้วมุ่นทันที สีหน้าเปลี่ยนจากความสุขุมเยือกเย็นเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ประตูกระจกบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ดูแลหอจดหมายเหตุ ที่ยืนหอบหายใจจนตัวโยนด้วยความตกใจ "คุณรวี... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นละล่ำละลัก "เอกสารลับชุดพิเศษจากกระทรวงวัฒนธรรม... ที่เพิ่งถูกส่งมาตรวจสอบเมื่อคืนนี้... ถูกขโมยไปแล้วครับ!" ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตากับรวีทันที ร่องรอยความสงสัยทั้งหมดในใจพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุด เมื่อเขาพบว่ากุญแจสำรองของห้องนี้... กำลังห้อยอยู่บนพวงกุญแจในมือของรวีพอดี ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนนี้ไปด้วยกันนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%