วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 11

กวีคือพันธนาการ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นอายของกระดาษสาเก่าเก็บและหมึกจีนเจือจางลอยอบอวลอยู่ในห้องสมุดใต้ดินของหอจดหมายเหตุ แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบเพียงครึ่งใบหน้าของรวี ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นโลหะไม่ได้มองมาที่ศิลา แต่กำลังจดจ้องอยู่กับสมุดบันทึกปกหนังสีเข้มเล่มเปื่อยที่ถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษเหลืองกรอบเต็มไปด้วยลายมือหวัดแต่ประณีต บ่งบอกถึงยุคสมัยที่กาลเวลาถูกบันทึกด้วยหยาดเหงื่อและลมหายใจ "คุณเคยสงสัยไหมครับ... ทำไมมนุษย์เราถึงหวาดกลัวความเงียบงันเสียยิ่งกว่าความตาย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ รวีไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนา ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามขอบกระดาษที่กรอบเกรียมราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นฝุ่นผงหากออกแรงเพียงนิดเดียว ศิลานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสลัวขับเน้นสันจมูกและโครงหน้าคมคาย นักมานุษยวิทยาดนตรีหนุ่มไขว่ห้างด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่าดวงตากลับพินิจพิเคราะห์ทุกอณูความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างไม่คลาดสายตา เขาเคาะนิ้วชิดกับพนักเก้าอี้ไม้สักเป็นจังหวะสามช่าช้าๆ ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของคำถาม "มนุษย์ไม่ได้กลัวความเงียบหรอกครับรวี... พวกเขาแค่กลัวเสียงสะท้อนจากความจริงที่ว่า 'ตัวเองไม่มีตัวตน' ต่างหาก" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "ความเงียบมันซื่อสัตย์เกินไป จนคนเราไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับมัน... ผิดกับคุณ ที่พยายามสร้างกำแพงกั้นโลกภายนอกด้วยเศษซากกระดาษพวกนี้ เพื่อไม่ต้องฟังเสียงของปัจจุบัน" รวีชะงัก ปลายนิ้วที่ลูบกระดาษหยุดนิ่งทันที มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาแรมปี เขากดปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นลง เสียงกระดาษเสียดสีกันดังแผ่วเบาในความเงียบ "คุณพูดถูกครึ่งหนึ่งครับ ศิลา..." รวีเงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นล้ำลึกเกินกว่าที่ใครจะหยั่งถึง "ผมสร้างกำแพง... แต่ไม่ใช่เพื่อหนีโลกปัจจุบันอย่างที่คุณกล่าวหา หากแต่ผมกำลังปกป้อง 'บ้าน' หลังสุดท้ายของคนคนหนึ่งต่างหาก" บรรยากาศในห้องราวกับลดอุณหภูมิลดลงฉับพลัน ศิลาหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักวิชาการบอกให้เขารักษาท่าทีเยือกเย็น แต่ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกลับถูกกระตุ้นจนชีพจรเต้นเร็วขึ้น "ใครครับ? หรือว่า... เจ้าของสมุดบันทึกเล่มนั้น" รวีถอนหายใจยาว แผ่นอกขยับไหวภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขน เขายกมือขึ้นถอดแว่นสายตาก่อนจะใช้ปลายนิ้วคลึงหว่างสันจมูกเบาๆ อาการลังเลที่หาได้ยากยิ่งจากชายผู้สุขุมคนนี้ ทำให้ศิลาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากก้นบึ้งจิตวิทยาของอีกฝ่าย "อาจารย์ของผมเองครับ..." รวีเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับกลัวเสียงของตัวเองจะไปรบกวนวิญญาณที่สถิตอยู่ในห้องนี้ "ท่านเป็นกวีผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง... ในยุคที่โลกกำลังหมุนไปสู่ความทันสมัยอย่างไร้ความปรานี ท่านยังคงเชื่อว่าบทกวีที่ดีที่สุดคือบทกวีที่ถูกขับร้องด้วยลมหายใจเดิมๆ ดนตรีเดิมๆ และถ้อยคำเดิมๆ ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้" "การยึดติดแบบนั้นมันคือการฆาตกรรมศิลปะทางอ้อมนะครับรวี" ศิลาอดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย "ศิลปะจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมันปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามความรู้สึกของคนในยุคสมัยนั้นๆ การที่คุณพยายามแช่แข็งทุกอย่างไว้ในพิพิธภัณฑ์ มันก็เป็นแค่การเก็บซากศพที่ไร้วิญญาณเท่านั้นเอง" "แล้วคุณคิดว่าเสียงที่ผมพยายามรักษาไว้ มันไร้วิญญาณจริงๆ หรือครับ?" รวีสวนกลับทันควัน นัยน์ตาส่องประกายความเจ็บปวดวูบหนึ่งซึ่งหายไปอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นตามเดิม "คุณคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่คุณโหยหานักหนา มันให้อะไรกับเราบ้าง? มันให้ความสะดวกสบาย... ใช่ครับ แต่มันพรากความหมายของการมีชีวิตอยู่ไปทีละน้อย คุณมองบทกวีเป็นแค่ 'ข้อมูลดิบ' ที่รอการตีความใหม่ แต่สำหรับผม... มันคือ 'ลมหายใจเฮือกสุดท้าย' ของคนที่ยอมตายเพื่อรักษาตัวตนของเขาไว้" ศิลานิ่งงันไปชั่วขณะ คำพูดของรวีทิ่มแทงเข้ามาในความรู้สึกอย่างจัง ไม่ใช่เพราะความรุนแรงของถ้อยคำ หากแต่เป็นเพราะน้ำหนักของความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแววตานั้น "เกิดอะไรขึ้นกับเขา... อาจารย์ของคุณ" ศิลาเปลี่ยนน้ำเสียงให้เบ็ดยาวขึ้น ความกระด้างเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความนุ่มนวลอย่างประหลาด รวีมองหน้าศิลานิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าสมควรเปิดประตูบานที่ปิดตายนี้ให้ใครบางคนก้าวเข้ามาหรือไม่ สุดท้ายเขาก็หลบสายตา ก้มมองฝ่ามือตนเองที่ประสานกันอยู่บนโต๊ะ "ในวันที่โลกเปลี่ยนผ่าน... มีการประกาศยกเลิกการใช้ภาษาโบราณในพิธีหลวง อาจารย์ถูกบังคับให้ละทิ้งบทกวีประจำตระกูลที่สืบทอดกันมากว่าสามร้อยปี ท่านถูกบีบให้เซ็นยินยอมเพื่อให้ผลงานของท่านกลายเป็นสมบัติสาธารณะที่ถูกดัดแปลงเป็นดนตรีสมัยใหม่... แบบที่คุณชื่นชอบนักหนานั่นแหละครับ" รวีเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มขื่นขมปรากฏที่มุมปาก "คืนก่อนที่ท่านจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการเดินลงไปในทะเลสาบพร้อมกับสมุดต้นฉบับกวีร้อยหน้า ท่านบอกผมว่า... *'รวี ลูกเอ๋ย เมื่อใดก็ตามที่เรายอมให้คนอื่นมาเปลี่ยนทำนองเพลงของเรา แปลว่าเราได้ตายไปตั้งแต่ลมหายใจยังไม่หมดแล้ว'*... ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หน้าที่ของผมไม่ใช่การรักษาบทกวีโบราณให้อยู่รอดในฐานะศิลปะ... แต่มันคือการทวงคืนความยุติธรรมให้คนที่ไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเลือกวิธีตาย" ความเงียบงันกลับมาปกคลุมห้องสมุดอีกครั้ง หนักอึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออก ศิลารู้สึกราวกับมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ ข้อถกเถียงทางวิชาการทั้งหมดที่เคยเตรียมมามลายหายสิ้น เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายที่สะท้อนผ่านดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้า รวีไม่ได้ยึดติดเพราะความหัวโบราณ... เขายึดติดเพราะความผิดบาปและความรักที่ติดค้างอยู่กับวิญญาณของผู้เป็นอาจารย์ "ผมขอโทษ..." ศิลาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ค่อยได้แสดงออกบ่อยนัก "ผมไม่รู้ว่า..." "คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกครับ ศิลา" รวีตัดบทเบาๆ เขาสวมแว่นตากลับเข้าที่เดิม สีหน้าและท่าทีกลับมาสงบนิ่งราวกับหน้ากากที่สวมไว้ป้องกันตัว "เราต่างก็ยืนอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำสายเดียวกัน... คุณอยากสร้างสะพานข้ามไปสู่อนาคต ส่วนผม... กำลังพยายามสร้างเรือเพื่อพาคนอดีตกลับบ้าน" ทั้งสองคนนิ่งเงียบไป ปล่อยให้เสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังดังติ๊กต็อกเป็นเพื่อนร่วมทาง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงสู่ความเข้าใจอันเงียบงัน เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของทางเดินด้านนอกก็ดังขึ้น... *กริ๊บ... กริ๊บ...* เป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นคงที่ไม่ได้มาจากการเดินปกติ รวีขมวดคิ้วเล็กน้อย ศิลาหันขวับไปมองประตูไม้บานทึบที่ปิดสนิททันที ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากถาม เสียงเคาะประตูสามครั้งก็ดังขึ้น... ช้าๆ แต่ชัดเจน ก้องกังวานในความเงียบสงบ *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* รวีหันกลับมามองหน้าศิลา ชั่ววินาทีนั้น แววตาของนักอนุรักษ์ผู้สุขุมกลับฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด เมื่อประตูด้านนอกค่อยๆ แง้มเปิดออกเองอย่างช้าๆ พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาตรงหน้าพวกเขา บนแผ่นกระดาษนั้นมีลายมือคุ้นตาเขียนด้วยหมึกสีดำสนิท... เป็นลายมือเดียวกับสมุดบันทึกที่เพิ่งถูกปิดลงเมื่อครู่ และข้อความสั้นๆ บนนั้นทำให้เลือดในกายของทั้งสองคนเย็นเฉียบ *‘ความลับที่นายพยายามซ่อนไว้... ฉันรู้หมดแล้ว รวี’* ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนนี้ไปด้วยกันนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%