คราบหมึกสีดำบนกระดาษสาโบราณไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องราวของกาลเวลา แต่มันกำลังฟ้องร้องถึงรอยร้าวในอุดมการณ์ของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของประวัติศาสตร์
"คุณกำลังพยายามรื้อถอนรากเหง้าเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับความเย่อหยิ่งของตัวเอง, ศิลา"
เสียงของรวีราบเรียบ ทว่าคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับไว้เป็นอย่างดี นัยน์ตาคมกรามขบเข้าหากันเล็กน้อยภายใต้แสงสลัวของห้องเก็บเอกสารหอสมุดกลาง กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเค្វ้งในอากาศไม่ได้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างแรงกดดันที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ศิลาเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกโน้ตหน้ายับยู่ยี่ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มเยาะหยันอย่างไม่ปิดบัง เขาดันแว่นกรอบบางขึ้นสันจมูก ช้าๆ อย่างจงใจกวนประสาท
"แล้วคุณล่ะ, รวี? กำลังพยายามแช่แข็งศพเน่าๆ ของอดีตไว้ในตู้กระจก เพื่อให้คนรุ่นหลังกราบไหว้ความล้มเหลวโดยไม่ต้องตั้งคำถามอย่างนั้นสินะครับ" ศิลาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เชือดเฉือนไม่แพ้กัน "ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้บูชา แต่มันมีไว้ชำแหละเพื่อหาความจริง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทั้งสองจ้องตากันราวกับนักล่าที่กำลังอ่านใจเหยื่อ แม้จะมีความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงเพียงใด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณระหว่างคนทั้งคู่กลับทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ปะทะคารม
ครืด...
เสียงวัตถุบางอย่างเสียดสีกับพื้นไม้ดังขึ้นมาจากมุมมืดสุดทางเดินของชั้นหนังสือโบราณ มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของบรรณารักษ์ และไม่ใช่เสียงลมพัดอย่างแน่นอน
ศิลาชะงัก รวีหันขวับไปมองความมืดเบื้องหน้าทันที สัญชาตญาณความเป็นมืออาชีพของทั้งคู่ตื่นตัวพร้อมกัน ความเงียบที่เคยอึมครึมบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความระแวงระวัง
"ดูเหมือนว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาร่วมวงสนทนากับเราด้วยนะครับ" ศิลาพูดเสียงกระซิบ สายตาคมกริบกวาดมองไปตามซอกมุมของชั้นหนังสือที่สูงตระหง่านราวกับกำแพงคุก
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเงาดำทาบทับลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์จากแสงไฟริบหรี่ด้านนอก รวีขยับตัวเข้ามาใกล้ศิลาโดยสัญชาตญาณ มือเรียวยาวเอื้อมไปจับแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้หลวมๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไร้เสียง
"ระวังตัวด้วย" รวีเอ่ยเบาหวิว "เอกสารในมือคุณมันมีค่ามากเกินกว่าที่ใครบางคนจะยอมให้มันถูกเปิดเผย"
สิ้นเสียงของรวี ร่างเงาลึกลับก็ก้าวออกมาจากความมืด แสงไฟสลัวสาดกระทบโครงหน้าของบุคคลแปลกหน้า สวมเสื้อโค้ทสีเข้มและหมวกปีกกว้างที่อำพรางใบหน้าส่วนบนไว้เกือบหมด แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งศิลาและรวีต้องสะท้อนใจไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก หากแต่เป็น "สมุดโน้ตปกหนังสีน้ำตาลเข้ม" ที่อยู่ในมือของคนผู้นั้น—สมุดบันทึกเล่มเดียวกับที่ควรจะอยู่ในตู้เซฟนิรภัยของหอจดหมายเหตุ
"พวกคุณช่างมีความพยายามที่น่าชื่นชมเสียจริง..." เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากภายใต้ปีกหมวก เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอันตรายที่สัมผัสได้ "น่าเสียดายที่ความรู้อยากเห็นมักจะพาคนไปสู่จุดจบที่คาดไม่ถึงเสมอ"
ศิก้าวเท้าบังรวีไว้โดยอัตโนมัติ แม้ความคิดจะขัดแย้งกันแค่ไหน แต่ในนาทีนี้ ความเป็นสุภาพบุรุษสั่งให้เขาต้องปกป้องอีกฝ่ายจากภัยคุกคามตรงหน้า
"คุณเป็นใคร? และต้องการอะไรจากเอกสารเหล่านี้" ศิลาถามเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
บุคคลลึกลับไม่ตอบคำถาม แต่กลับยกยมุมปากขึ้นอย่างน่ากลัว ก่อนจะโยนสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งลงมาแทบเท้าของศิลา สมุดเล่มนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีแดงคล้ำ... คราบเลือดที่ยังคงความสดใหม่จนน่าสะพรึงกลัว!
หัวใจของศิลาและรวีหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุด บุคคลลึกลับผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง และเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกຶก
"คนที่ไขความลับนี้ได้... มีเพียงคนเดียวที่ต้องหายไปจากโลกนี้"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนนี้ไปด้วยกันนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 10
เงาของผู้ครอบครอง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!