"หมึกขวดนี้ผลิตขึ้นในรัชศกปรกเกล้า... แต่กระดาษแผ่นนี้กลับเป็นเยื่อไม้แปรรูปจากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง"
เสียงของศิลากล่าวขึ้นในความเงียบงันของห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นควัน ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาคีบกระดาษแผ่นบางขึ้นส่องกับแสงไฟจากโคมัตสั้งบนโต๊ะ เนื้อกระดาษโปร่งแสงเผยให้เห็นร่องรอยเส้นใยที่ประสานกันอย่างผิดยุคผิดสมัย มันคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เอกสารชิ้นแรกที่พังทลายสมมติฐานทั้งหมดที่รวีเคยยึดมั่นมาตลอดสามปีเต็ม
รวีไม่ได้ขยับตัว เขานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะมองตรงมาที่ศิลาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ริมฝีปากของนักอนุรักษ์ผู้เคร่งครัดเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ความนิ่งงันของรวีไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นความเยือกเย็นของผู้ที่กำลังประเมินราคาความเสียหาย
"คุณกำลังบอกว่า... บทกวีที่ผมพยายามปกป้องด้วยชีวิต เป็นเพียงงานเขียนลอกเลียนแบบอย่างประณีตอย่างนั้นหรือครับ ศิลา" รวีเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่น แต่กลับบาดลึกในความรู้สึก
"ไม่ใช่การลอกเลียนแบบครับรวี" ศ่าวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นผงธุลีต่อหน้าต่อตา "แต่มันคือ 'การซ้อนทับ' ของกาลเวลา ท่อนแรกของบทกวีที่คุณพยายามถอดรหัสมาตลอด มันไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสูญเสียในอดีตอย่างที่ตระกูลของคุณเชื่อ... แต่มันถูกเขียนขึ้นเพื่อ 'ซ่อน' อีกข้อความหนึ่งต่างหาก"
ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ความกว้างของเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง อุดมการณ์ที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างคนหนึ่งที่ต้องการแช่แข็งอดีตให้อยู่กับที่ กับอีกคนที่ต้องการผ่าตัดรื้อถอนเพื่อหาความจริง กำลังปะทะกันอย่างเงียบเชเชียบในอากาศที่แทบไม่มีออกซิเจน
รวีเงยหน้าขึ้นสบตา เขายอมรับว่าความฉลาดเฉลียวและการมองทะลุปรุโปร่งของนักมานุษยวิทยารุ่นน้องคนนี้ มีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจเขาอย่างประหลาด ในขณะเดียวกันมันก็น่าหงุดหงิดเสียจนเขาอยากจะเอื้อมมือไปปิดปากคู่อริชั่วคราวด้วยวิธีสักวิธีหนึ่ง
"ถ้ามันคือการซ้อนทับ แล้วรหัสผ่านที่จะไขมันล่ะครับ... คุณหาเจอแล้วหรือยัง" รวีถามเสียงพร่า ทอดสายตาลงมองปลายนิ้วของศิลาที่วางอยู่ใกล้กับสมุดบันทึกโบราณเล่มเป้าหมาย
ศิลายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขสำราญ แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในเขาวงกต "เรากำลังมองหาตัวโน้ตผิดตัวมาตลอดรวี ท่อนแรกไม่ได้อ่านออกเสียงด้วยวรรณยุกต์ของภาษากวีโบราณ แต่มันถูกถอดรหัสด้วย 'จังหวะการเต้นของหัวใจ' และอัตราการก้าวเดินของมนุษย์ในยุคสงคราม"
ศิลาเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมา เปิดไปยังหน้าที่ถูกคั่นไว้ด้วยริบบิ้นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนอง เขาใช้นิ้วเคาะลงบนบรรทัดสุดท้ายเบาๆ สามครั้ง จังหวะสม่ำเสมอราวกับเข็มนาฬิกา
"ก้าวแรก... หยุดพัก... สองก้าว... แล้วหันกลับ" ศิลาพึมพำบทบาทสมมติของการเคลื่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในพยางค์เหล่านั้น "ผู้ประพันธ์ไม่ได้ต้องการให้เราอ่านมันด้วยความไพเราะ แต่เขาต้องการให้เรา 'เดินตามรอยเท้า' ของใครบางคนในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อหันทศวรรษก่อน"
บรรยากาศในห้องเงียบงัดลงไปอีกขั้น เสียงลมหายใจของคนทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางเงาสลัวของราตรี รวีค่อยๆ เอนหลังพนักเก้าอี้ ดวงตาคมเข้มจ้องมองศิลาไม่วางตา ความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งแห่งจารีตประเพณีเริ่มละลายลงทีละน้อย ความตึงเครียดเปลี่ยนรูปเป็นความเร่าร้อนทางจิตวิญญาณที่ทั้งอันตรายและงดงามในเวลาเดียวกัน
"คุณนี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ ศิลา" รวีหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความยอมจำนนต่อสติปัญญาของอีกฝ่าย "คุณกล้าพอที่จะเดิมพันกับผมไหมล่ะ ถ้าสมมติฐานของคุณถูกต้อง ความลับที่ถูกฝังกลบไว้จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีและวรรณกรรมไปตลอดกาล แต่ถ้ามันผิด... เราทั้งคู่จะต้องสูญเสียทุกอย่าง"
ศิลาโน้มตัวลงไปใกล้รวีมากขึ้น จนปลายจมูกแทบจะชนกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของผู้ชายทั้งสองคนเคล้าคลอไปกับกลิ่นกระดาษเก่า ดึงดูดและผลักไสในคราวเดียวกัน สายตาของศิลาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมคายของคนตรงข้าม ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่จงใจยั่วยวน
"ผมไม่เคยเล่นเกมที่ตัวเองจะแพ้ครับรวี... และผมก็มั่นใจว่า คุณเองก็รอคอยให้ใครสักคนมาพังประตูห้องนี้อยู่เหมือนกัน"
รวีหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะประกายไฟในดวงตาของศิลาที่กำลังแผดเผาเกราะป้องกันทั้งหมดของเขาให้มลายหายไป มือหนาของรวีเอื้อมออกไป หมายจะคว้าข้อมือของศิลาที่ยังคงแตะอยู่บนสมุดบันทึก
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของพวกเขากำลังจะสัมผัสกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงทุบประตูปังใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั้งห้องทำงาน
"เปิดประตู! เจ้าหน้าที่ตรวจค้นโบราณวัตถุ!" เสียงตะโกนก้องด้วยความเกรี้ยวกราดทำลายความเงียบงันลงในเสี้ยววินาที รวีชะงักมือทันที ดวงตาคมตวัดมองไปที่ประตูห้องสลับกับใบหน้าของศิลาที่มีแววตาตกใจระคนฉุนเฉียวฉายชัดขึ้นมาในความมืดมัว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนนี้ไปด้วยกันนะครับ - บทกวีใต้ร่มเงา
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 9
เสียงสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!