วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 6

ร่องรอยในเมืองร้าง

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงยางรถยนต์บดขยี้กับเศษกรวดแห้งๆ ดังสนั่นก้องกังวานในความเวิ้งว้างของ “เมืองร้าง” แคว้นเก่าแก่ที่ถูกทิ้งให้จมดิ่งอยู่กับกาลเวลา ภายในห้องโดยสารของรถยนต์อเนกประสงค์คันเก่า ฝุ่นผงสีเทาจับหนาตามแผงหน้าปัด บรรยากาศอึมครึมระหว่างคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอัดแน่นเสียจนแทบหายใจไม่ออก ไม่มีบทสนทนาใดๆ นอกเหนือจากเสียงเครื่องยนต์ที่ส่งเสียงคำรามเหนื่อยอ่อน ทว่าสายตาของทั้งคู่กลับไม่ได้มองตรงไปยังเส้นทางเบื้องหน้า หากแต่กำลังประเมินความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายผ่านเงาสะท้อนบนกระจกหน้ารถ ศิลาเหลือบมองกระจกมองหลังชั่วขณะ ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องข้าง รวีในยามนี้ไม่ได้สวมสูทเนี๊ยบเฉียบคมเช่นเคย เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ ที่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นมาก่อน ปลายนิ้วเรียวยาวของรวีเคาะเบาๆ เป็นจังหวะบนแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าในตัก—จังหวะที่ไร้ท่วงทำนอง แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบงัน "คุณกำลังคิดว่าผมเลือกเส้นทางนี้เพราะอยากพาคุณมาตายช้าๆ หรือเร็วๆ ดีล่ะครับ ศิลา" รวีเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่มีดAดแทงลึกซึ้ง ดวงตาสมาร์ทภายใต้กรอบแว่นโลหะหันกลับมาสบตาอย่างไม่เกรงกลัว ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเคยตัว นิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยรถตามจังหวะเพลงในหัวที่ไม่มีใครได้ยิน "ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยสักนิด รวี... สิ่งที่ผมกังวลคือ สมองระดับศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีอย่างคุณ จะแยกแยะออกหรือเปล่าว่า ระหว่าง 'ความจริงทางประวัติศาสตร์' กับ 'ภาพลวงตาที่คุณสร้างขึ้นเพื่อหลอกตัวเอง' ตอนนี้อันไหนมันพังทลายมากกว่ากัน" คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำตาล รวีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นวับหนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม มุมปากของนักอนุรักษ์ผู้ยึดมั่นในจารีตยกยิ้มบางเบา "ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำครับ คุณศิลา... มันไม่เหมือนเสียงดนตรีสังเคราะห์สมัยใหม่ของคุณ ที่ปรับแต่งคลื่นความถี่ได้ตามใจชอบเพื่อหลอกลวงความรู้สึกของผู้คน" รวีตอบโต้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน "และที่เราต้องมาติดแหง็กอยู่ในซากปรักหักพังแห่งนี้ ก็เพราะคุณดันทุรังจะตามหา 'โน้ตเพลงต้นฉบับ' ที่สูญหายไปเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ทั้งที่รู้ว่ามันอาจเป็นคำสาปมากกว่าความงาม" "อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อเรื่องคำสาปกับผม รวี" ศิลาหักพวงมาลัยเลี้ยวหลบซากซุ้มประตูหินที่พังทลายลงมาขวางถนน แรงเหวี่ยงทำให้ไหล่ของทั้งคู่ชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ความร้อนจากกายเนื้อปะทะกันผ่านเนื้อผ้า ชั่ววินาทีนั้น... กลิ่นอายเฉพาะตัวของรวี ทั้งกลิ่นกระดาษเก่าและฝนแรกปะปนกับความเย็นชา ทำให้ศิลาต้องรีบดึงสติกลับมาควบคุมรถ "ผมเป็นนักมานุษยวิทยา ผมเชื่อในหลักฐานและเหตุผล ไม่ใช่บทกวีงมงายที่คุณใช้ปลอบประโลมปมในอดีตของตัวเอง" รถยนต์จอดสนิทลงหน้าอาคารหอสมุดกลางประจำเมืองร้าง โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่เคยสง่างามในอดีตบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และรากไม้หนาทึบ หน้าต่างทุกบานมืดสนิทราวกับดวงตาที่บอดสนิทของสัตว์ประหลาดดึกดำบรรพ์ ทั้งคู่ก้าวลงจากรถพร้อมกัน แรงลมภายนอกพัดพาเอาฝุ่นควันและกลิ่นอับชื้นของซากอารยธรรมเข้าปะทะร่าง รวีหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมาเปิด แสงสีขาวนวลสาดส่องผ่าความมืดสลัวเข้าไปภายในโถงทางเข้า ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ศิลาเดินตามประกบติด มือข้างหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต อีกข้างเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ "จำได้ไหมที่เราเถียงกันเรื่องทฤษฎีการแปรเปลี่ยนของบทกวีในห้องประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน" รวีเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบระหว่างก้าวเท้าเดินสำรวจซากตึก เสียงฝีเท้าของทั้งสองก้องสะท้อนไปทั่วโถงโล่ง "คุณบอกว่าศิลปะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด... แต่ดูที่นี่สิ ศิลา เมื่อกาลเวลาผ่านไป ไม่มีบทกวีบทไหนรอดพ้นจากการถูกลืมเลือนได้หรอก" ศิลาหยุดเดิน ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยกองเอกสารเน่าเปื่อยและเศษปูน "คุณคิดผิด รวี... บทกวีไม่ได้ถูกลืม แต่มันเปลี่ยนรูปต่างหาก มันฝังตัวอยู่ในรอยแตกของกำแพง ในเสียงลมที่พัดผ่านซากปรักหักพังเหล่านี้... เหมือนกับที่เราสองคนมายืนอยู่ตรงนี้ไงครับ" รวีหันขวับมามอง ชั่วขณะนั้นระยะห่างระหว่างเขากับศิลานั้นใกล้ชิดกันจนได้ยินเสียงลมหายใจ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความสลัว มีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านอยู่ระหว่างคนทั้งคู่—ความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความเกลียดชังทางอุดมการณ์และความกระหายใคร่รู้ในตัวตนของกันและกัน ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงก๊อปแก๊ปเบาๆ จากชั้นลอยเบื้องบนก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ ทั้งคู่ชะงัก รวีรีบยกไฟฉายส่องขึ้นไปบนเพดานที่พังทลายลงมาบางส่วน แสงไฟกราดผ่านซากเสาปูนและโครงเหล็กขึ้นสนิม ทว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดปรากฏให้เห็น นอกจากเงาตะคุ่มของชั้นหนังสือไม้โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมผนังด้านในสุด ศิลาขมวดคิ้วแน่น ส่งสัญญาณมือให้รวีระวังตัว ก่อนที่เขาจะเดินนำเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือขนาดใหญ่นั้น กลิ่นบางอย่างลอยมาแตะจมูก—ไม่ใช่กลิ่นอับของความชื้น แต่เป็นกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกพิมพ์โบราณที่ยังใหม่อยู่มาก ราวกับว่าเพิ่งมีใครใช้งานมันเมื่อไม่นานมานี้ รวีใช้ด้ามไฟฉายเขี่ยสมุดบันทึกปกหนังสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ผุพังเล่มหนึ่งให้เปิดออก แสงไฟสาดส่องลงบนหน้ากระดาษที่ฉีกขาดครึ่งหนึ่ง ลายมือหวัดๆ ด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้มปรากฏแก่สายตา ศิลาก้มลงมองข้ามไหล่ของรวีเข้ามาใกล้ขึ้น ลมหายใจของทั้งคู่รดรินอยู่ใกล้กันจนสัมผัสได้ รวีอ่านข้อความนั้นออกเสียงเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย *"...วันที่ดนตรีหยุดบรรเลง และคำพูดถูกพรากไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือร่องรอยของผู้ที่ยังหลบซ่อน..."* รวีพลิกหน้ากระดาษแผ่นถัดไปอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้น นิ้วเรียวของเขาก็หยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่ตัวหนังสือโบราณ แต่เป็นภาพถ่ายโพลารอยด์ใบใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถูกถ่ายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ในภาพถ่ายใบนั้น... ปรากฏภาพด้านหลังของศิลาและรวี กำลังยืนก้าวเท้าเข้าไปในหอสมุดแห่งนี้อย่างชัดเจน พร้อมกับข้อความเขียนด้วยลายมือเดียวกันที่มุมล่างซ้ายว่า: *"ยินดีต้อนรับสู่บทสุดท้าย... แขกผู้มาเยือนทั้งสอง"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%