เสียงขูดขีดของปลายปากกาหัวแร้งที่ลากผ่านเนื้อกระดาษสาโบราณ ฟังดูคล้ายเสียงถอนหายใจของคนตายในห้องเก็บเอกสารที่อากาศแทบไม่ไหลเวียน กลิ่นอับชื้นของกระดาษอายุร่วมศตวรรษผสมผสานกับกลิ่นหมึกจีนราคาแพง ลอยอบอวลจนเกือบจะมองเห็นเป็นละอองฝุ่นสีหม่นลอยคว้างอยู่กลางลำแสงสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ
ศิลาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงโปรดของรวีที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือไม้มะฮอกกานีอยู่มุมห้อง ดวงตาคมกริบของนักมานุษยวิทยาดนตรีสมัยใหม่ยังคงจดจ้องอยู่กับแผ่นกระดาษต้นฉบับบทกวีชิ้นสำคัญ นิ้วเรียวยาวสวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวค่อย ๆ ใช้อุปกรณ์คีบปลายแบนพลิกหน้ากระดาษอย่างระมัดระวังราวกับกำลังผ่าตัดหัวใจมนุษย์
"คุณกำลังพยายามหาหลักฐานเพื่อลོบเลือนความจริง หรือพยายามหาข้ออ้างที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์กันแน่ครับ คุณรวี"
เสียงทุ้มต่ำของศิลาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการถกเถียงกันข้ามคืนที่ยังไม่ได้คำตอบ
รวีขยับตัวเล็กน้อย แสงไฟจากด้านหลังขับให้เงาร่างของเขาทาบทับลงบนโต๊ะทำงานจนมืดครึ้ม มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่ไปถึงดวงตา คู่นัยน์ตาคมปลาบสีนิลมองตรงมายังศิลาราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังสังเกตเหยื่อผู้ดื้อรั้น
"ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้ให้ตีความใหม่ตามใจชอบ ศิลา มันมีไว้ให้จดจำและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของมันไว้ต่างหาก การที่คุณพยายามเอาดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ไร้รากเหง้ามาทาบทับลงบนบทกวีของท่านกวีเอก มันไม่ใช่ความก้าวหน้า แต่มันคือการทำลายความทรงจำต่างหาก"
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาวางอุปกรณ์ในมือลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายตรง ๆ
"ความทรงจำที่ถูกแช่แข็งจนเน่าตายในห้องปิดตาย มันต่างอะไรกับศพไร้ญาติล่ะครับคุณรวี คุณกลัวอะไรกันแน่... กลัวว่าผู้คนจะพบว่าบทกวีเหล่านี้ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่คุณท่องจำมาทั้งชีวิต หรือกลัวว่าความหมายที่แท้จริงมันจะขัดแย้งกับอุดมการณ์บ้าคลั่งของคุณกันแน่"
บรรยากาศในห้องแคบ ๆ พลันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แรงปะทะทางความคิดระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของกาลเวลาพุ่งทะยานจนแทบจะสร้างประกายไฟได้ในความมืด ทั้งสองคนฉลาดพอที่จะรู้ว่าต่างฝ่ายต่างกุมจุดอ่อนของกัน and กันไว้ในมือ และไม่มีใครยอมถอยให้ก้าวเดียว
รวีหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากท่าทีนิ่งขรึม เขาก้าวช้า ๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นอายความเป็นสุภาพบุรุษผู้เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ผสมผสานกับความลึกลับที่ชวนให้ค้นหา
"คุณอยากได้ความจริงขนาดนั้นเลยหรือ ศิลา" รวีโน้มตัวลงเล็กน้อย มือเรียวยาววางลงบนขอบโต๊ะไม้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนักมานุษยวิทยาหนุ่ม "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ บางครั้งความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวอักษร มันอาจจะไม่ได้สวยงามเหมือนท่วงทำนองที่คุณพยายามแต่งเติมขึ้นมาหรอกนะ"
"ผมชอบความจริงที่เจ็บปวด ดีกว่าคำโกหกที่ถูกเคลือบด้วยความงดงามปลอม ๆ ครับ" ศิลาสวนกลับทันควัน สายตาไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย เคมีระหว่างทั้งสองคนเข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงพวกเขาเข้าหากันในขณะเดียวกันก็ผลักไสให้แตกกระเจิง
ในจังหวะที่ความเงียบงันกลับมาเข้าครอบงำอีกครั้ง สายตาของศิลาก็เหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนขอบกระดาษเก่าคร่ำครึแผ่นเดิมที่เขาเพิ่งวางลงไป
แผ่นกระดาษสาหนาพิเศษที่มีคราบหมึกสีดำจาง ๆ ขอบกระดาษด้านซ้ายมีรอยหยักโค้งผิดธรรมชาติ ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่ามันก็เป็นเพียงรอยขาดตามกาลเวลา แต่ด้วยสัญชาตญาณของนักมานุษยวิทยาที่คุ้นเคยกับการแกะรอยเอกสารโบราณ ศิลารู้สึกได้ทันทีว่ารอยขาดเหล่านั้นมีความสมมาตรเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ
ศิลาละสายตาจากรวี เขากลับมาหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาส่องกับแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะ ปรับมุมองศาให้แสงสาดส่องเฉียงลงบนเนื้อกระดาษที่หนาเป็นพิเศษ
รวีขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของศิลา เขายืดตัวตรงขึ้นและก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะมากกว่าเดิม "คุณเจออะไร"
"เงียบก่อนครับ..." ศิลาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเส้นใยกระดาษที่ซ้อนทับกันอยู่บริเวณขอบเริ่มเปิดเผยความลับ
ภายใต้แสงไฟที่ส่องผ่านเนื้อกระดาษหนา ชั้นกระดาษสองแผ่นไม่ได้ถูกผนึกติดกันด้วยกาวธรรมดา แต่ตรงกลางระหว่างขอบกระดาษที่พับทบกัน มีช่องว่างขนาดเล็กซ่อนอยู่ เหมือนช่องลับที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อซุกซ่อนบางสิ่งจากสายตาของผู้ตรวจการในอดีต
หัวใจของศิลาเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้น นิ้วมือที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสั่นระริกเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ เขาใช้ปลายแหนบโลหะสอดเข้าไปในรอยแยกของขอบกระดาษอย่างระมัดระวังที่สุด ค่อย ๆ งะชั้นกระดาษที่ถูกผนึกไว้นับร้อยปีให้เผยอออกทีละน้อย
รวีจ้องมองการกระทำนั้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป ความสุขุมลุ่มลึกเมื่อครู่เริ่มมีรอยร้าว ความระแวงฉายชัดขึ้นในแววตาคมกริบของนักอนุรักษ์หนุ่ม
*แคว่ก...*
เสียงเส้นใยกระดาษเก่าแก่ปริแยกออกจากกันเบาหู ท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดยามวิกาล เศษผงหมึกแห้งสีดำร่วงหล่นลงบนพื้นโต๊ะสีเข้มราวกับผงธุลีของกาลเวลา
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในรอยพับนั้นไม่ใช่กระดาษแผ่นใหญ่ แต่เป็นชิ้นกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วมือ ที่ถูกม้วนเก็บไว้อย่างแนบเนียน ด้านบนปรากฏตัวอักษรลายมือหวัด ๆ ที่เขียนด้วยหมึกอินทผลัมจางจนแทบอ่านไม่ออก
ศิลาใช้แว่นขยายส่องลงไปบนข้อความลับนั้น กวาดสายตาอ่านตัวอักษรแต่ละตัวที่เรียงร้อยขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่ยิ่งอ่าน สีหน้าของเขาก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อย ๆ ความมั่นใจทั้งหมดก่อนหน้านี้มลายหายไปในพริบตา
รวีสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของศิลา เขาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะ มือหนาเอื้อมหมายจะคว้าชิ้นกระดาษนั้นขึ้นมาดู
"นั่นมันอะไร... ส่งมาให้ผมดูเดี๋ยวนี้ ศิลา!" รวีเอ่ยเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ไม่มิด
ศิลาชักมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับรวีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำถามมากมายที่อัดอั้นอยู่ในอก
ข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นไม่ได้บันทึกเรื่องราวความรักหรือบทกวีโบราณอย่างที่พวกเขาเข้าใจ แต่มันคือลายมือของท่านกวีเอกผู้ล่วงลับ ที่เขียนเตือนไว้ด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่สั่นสะเทือนราวดินถล่ม—
*"บทกวีนี้ไม่มีอยู่จริง... และเสียงเพลงที่พวกท่านตามหา คือเสียงกรีดร้องของผู้ถูกสังหารในคืนวันวาน"*
ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างของรวีก็ชะงักค้าง มือที่ยื่นออกไปนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากริมฝีปากของนักมานุษยวิทยาหนุ่ม
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านนอกห้อง ก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูก่อนที่บานไม้สักโบราณจะถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง โดยบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัวขึ้นในยามวิกาลนี้...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 5
คำเตือนจากหมึกแห้ง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!