วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 4

จังหวะของความเงียบ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นของกระดาษสาเก่าเก็บและหมึกจีนเจือจางลอยอบอวลอยู่ในห้องสมุดใต้ดินของหอจดหมายเหตุ แสงไฟสีส้มอมเหลืองจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงบนสมุดบันทึกหน้าปกหนังสีดำเล่มนั้น เงาทอดยาวของศิลาทาบทับลงบนโต๊ะไม้สักหนาหนัก ขณะที่ปลายนิ้วของเขากำลังเคาะลงบนสันโต๊ะเป็นจังหวะสามสี่ครั้งอย่างใช้ความคิด "คุณกำลังพยายามรักษาซากศพของถ้อยคำ โดยหลงลืมไปว่าหัวใจของบทกวีมันหยุดเต้นไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้วครับ, คุณรวี" น้ำเสียงของศิลาเรียบเรื่อย ทว่าเจือด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย ดวงตาหลังกรอบแว่นโลหะคมกริบราวกับกำลังผ่าตัดชิ้นเนื้อเพื่อหาความจริงบางอย่าง เขามองชายหนุ่มตรงกันข้ามที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความสลัว รวีไม่ตอบทันที ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลาบรรจงปิดสมุดบันทึกหน้าเหลืองกรอบลงอย่างช้าๆ ราวกับกำลังทะนุถนอมร่างไร้วิญญาณของคนรัก ความเงียบงันแผ่ขยายตัวเข้าครอบ "บางสิ่ง... แม้จะไร้ลมหายใจแล้ว แต่ความงดงามของมันในวาระสุดท้ายก็มีค่าพอที่จะถูกจารึกไว้ให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์นะครับ, ศิลา" รวีเงยหน้าขึ้นสบตา ประกายในนัยน์ตาคมเข้มคู่นั้นลึกล้ำและดื้อรั้น "คุณเรียกมันว่าซากศพ แต่สำหรับผม... มันคืออนุสรณ์สถานแห่งความสมบูรณ์แบบที่เราไม่มีวันสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีกในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนนี้" "เสียงรบกวนที่คุณว่า คือจังหวะชีวิตของผู้คนที่กำลังดิ้นรนต่างหากครับ" ศิลาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนสองข้างประสานกันบนโต๊ะ "ภาษาและบทกวีไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแช่แข็งไว้ในพิพิธภัณฑ์ มันมีชีวิต มันเติบโต และที่สำคัญที่สุด... มันต้องตายเพื่อเกิดใหม่ การที่คุณพยายามเก็บรักษาท่วงทำนองที่ไม่มีใครได้ยินในปัจจุบัน มันก็ไม่ต่างจากการกอดโครงกระดูกแล้วบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรอกนะครับ" รวีแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเปี่ยมด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสุขุม "คุณเป็นนักมานุษยวิทยาที่เข้าใจแต่โครงสร้างทางสังคม แต่ไม่เคยเข้าใจจิตวิญญาณของกวีเลยสักนิด... สิ่งที่สูญหายไป ไม่ได้แปลว่ามันควรถูกลืมเลือนนะครับ บางครั้ง... การปล่อยให้มันเป็นปริศนาที่ไม่มีคำตอบ คือการให้เกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่ผู้สร้าง" "นั่นไม่ใช่การให้เกียรติหรอกครับรวี... นั่นมันคือความขลาดเขลาต่างหาก คุณกลัวว่าถ้าหากเรานำมันมาตีความใหม่ บทกวีเหล่านั้นจะสูญเสียความขลัง หรือที่จริงแล้ว... คุณกลัวที่จะยอมรับว่าความหมายที่คุณยึดมั่นมาตลอดชีวิต มันอาจจะไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่เลย?" บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาโบราณบนผนังเดินติ๊กต่อก รวีจ้องมองศิลานิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าคำพูดเมื่อครู่สมควรได้รับการตอบโต้ด้วยความโกรธหรือความเงียบ แต่ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยถ้อยคำใดออกมาเพื่อทำลายกำแพงความอึดอัดนี้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางเดินมืดทึบด้านนอก เสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าประตูไม้บานทึบ และตามมาด้วยเสียงเคาะสามครั้งที่หนักแน่นและจงใจ ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ทั้งสองคนหันไปมองประตูพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย รวีขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ เพราะเวลานี้หอจดหมายเหตุควรจะปิดทำการไปนานแล้ว และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตหวงห้ามนี้ ประค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับกลิ่นจางๆ ของฝนแรกและกระดาษเปียกชื้นที่โชยเข้ามาในห้อง ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวพ้นเงาสลัวเข้ามาในแสงไฟ เธอวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึลงบนโต๊ะตรงหน้าทั้งสองคน โดยที่ใบหน้ายังคงซ่อนอยู่ใต้เงาฮู้ดสีเข้ม "ฉันคิดว่าพวกคุณคงกำลังตามหาสิ่งนี้... บันทึกหน้าสุดท้ายที่หายไปจากคืนที่วสันตฤดูถูกขโมยไปเมื่อสิบปีก่อน" ศิลาชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นตราประทับครั่งสีแดงสดที่ผนึกอยู่บนปากแฟ้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับคดีที่ปิดตายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะที่รวีรีบดึงฮู้ดของหญิงสาวผู้นั้นออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกทันที "เธอ..." รวีครางชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับเห็นผีสางจากอดีตที่ฝังกลบไว้ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านท่วงทำนองอันเงียบงันนี้ด้วยกันนะครับ "บทกวีใต้ร่มเงา"
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%