"คุณกำลังพยายามประกอบซากศพที่ตายไปแล้วด้วยเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่... ศิลา มันไม่มีหัวใจเต้นอยู่ใต้ท่วงทำนองพวกนั้นหรอกนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำของรวีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องเก็บเอกสารโบราณ กลิ่นอับของกระดาษเก่าและหมึกจีนจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศเย็นเยียบยามราตรี มีเพียงแสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียวที่สาดส่องให้เห็นเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่าง ฝนด้านนอกยังคงโปรยปรายลงมาเป็นระลอก แต่ไม่มีใครใส่ใจเสียงธรรมชาติเหล่านั้น ในเมื่อความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองกำลังก่อตัวขึ้นราวกับพายุหมุนขนาดย่อม
ศิลายังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนปกสมุดโน้ตหนังแท้ที่มีรอยขีดข่วนเป็นจังหวะช้าๆ สายตาของนักมานุษยวิทยาดนตรีหนุ่มไม่ได้มองเอกสารตรงหน้า แต่มันจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของรวี ผู้ชายที่ยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือสูงตระหง่าน รวีในยามนี้ดูเปราะบางกว่ายามปรกติ เส้นผมสีดำสนิทที่มีประกายสีเทาแซมเล็กน้อยตามกาลเวลาลู่ลงเล็กน้อยเนื่องจากความชื้นในอากาศ แววตาคมกริบที่มักจะซ่อนความเย่อหยิ่งไว้ภายใต้ความสุภาพเรียบร้อย บัดนี้กลับฉายประกายความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
"แล้วการที่คุณพยายามดองศพนั้นไว้ในโหลแก้วสุญญากาศ มันช่วยให้มันหายใจได้จริงๆ หรือครับ คุณรวี" ศิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดโกนที่เคลือบด้วยกำมะหยี่ "ประวัติศาสตร์ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งนะ เราไม่ได้ศึกษาดนตรีเพื่อจะบูหามันเป็นซากวัตถุโบราณ แต่เราฟังเสียงสะท้อนของคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ ต่างหาก"
รวีหันขวับมามอง ปลายนิ้วที่กอดอกอยู่กระตุกเล็กน้อย—เป็นปฏิกิริยาทางกายเพียงน้อยนิดที่หลุดรอดจากการควบคุมของชายผู้สมบูรณ์แบบ "คุณไม่เข้าใจ... บางบทกวีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มันหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น การตีความใหม่ของคุณ มันไม่ใช่การชุบชีวิต แต่มมันคือการฆาตกรรมซ้ำสองต่างหาก คุณกำลังฉีกทึ้งความศักดิ์สิทธิ์ของถ้อยคำเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นทางวิชาการของคุณเอง"
"ความศักดิ์สิทธิ์เหรอครับ?" ศิลายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ลุกขึ้นยืนช้าๆ จนความสูงของทั้งคู่ทาบทับกันในพื้นที่จำกัด "หรือจริงๆ แล้วคุณกลัวกันแน่... กลัวว่าถ้าวันหนึ่งผู้คนพบว่าบทกวีโบราณที่คุณพยายามปกป้องด้วยชีวิต แท้จริงแล้วมันไม่ได้พูดถึงเรื่องอุดมคติอันสูงส่งอะไรเลย แต่มันเป็นแค่เสียงร่ำไห้ของคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง?"
คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้าเป้า รวีชะงักไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเสี้ยววินาที ก่อนจะหรี่แคบลง บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของนักอนุรักษ์หนุ่มใหญ่ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว ศิลาได้กลิ่นจางๆ ของชาอู่หลงผสมกับกลิ่นฝนจากตัวของอีกฝ่าย ส่วนรวีก็รับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่เจือความท้าทายของนักมานุษยวิทยาหนุ่ม
ไม่มีใครถอยหลัง
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด แรงดึงดูดของสองขั้วความคิดที่ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธกันและกัน แต่กลับถูกบังคับให้โคจรรอบกันและกันด้วยแรงโน้มถ่วงทางจิตวิญญาณ ศิลามองลึกลงไปในดวงตาสีนิลของรวี ค้นหาบางสิ่งที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ชั้นน้ำแข็งแห่งจารีตประเพณี และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นรอยร้าวบางอย่าง—ความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
รวีเป็นฝ่ายเบนสายตาหนีไปก่อน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติแล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังฝั่งตรงข้าม มือเรียวยื่นไปหยิบแก้วชาที่เย็นชืดขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ โดยไม่ดื่ม น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาในเวลาต่อมาจึงเบาราวกับเสียงกระซิบที่ลอยมากับสายลม
"คุณอยากรู้ใช่ไหม... ว่าทำไมผมถึงยึดติดกับมันนัก" รวีเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าศิลา "เพราะมันเป็นสิ่งเดียว... ที่ไม่เคยทรยศผม"
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ความจัดจ้านในบทสนทนามลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยสัญชาตญาณของนักมานุษยวิทยาที่ถูกกระตุ้นด้วยความเปราะบางของมนุษย์ตรงหน้า เขานั่งลงช้าๆ วางมือประสานกันบนโต๊ะ ปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
"ใครเคยทรยศคุณล่ะครับ... บทกวีพวกนั้น หรือว่าตัวคุณเอง?"
รวีเงยหน้าขึ้นสบตา ศิลาเห็นประกายแสงวับวับในดวงตานั้น ราวกับหยาดน้ำตาที่ปฏิเสธจะร่วงหล่น "พ่อของผม... เป็นกวีที่เชื่อมั่นในความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คุณเป็น เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อไล่ตามท่วงทำนองใหม่ๆ ที่ไม่มีวันจบสิ้น และในที่สุด... เขาก็ทิ้งผมกับแม่ไว้เบื้องหลังท่ามกลางความหนาวเหน็บของฤดูหนาวปีนั้น" รวีแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยรอยแผลที่ตกสะเก็ดมาเนิ่นนาน "สำหรับผม ท่วงทำนองที่เปลี่ยนแปลงได้ คือท่วงทำนองที่เชื่อใจไม่ได้"
ศิลานิ่งงันไป เขานึกไม่ถึงว่าเบื้องหลังกำแพงเหล็กและกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของรวี จะซ่อนปมร้าวในวัยเด็กที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ความโกรธขึงและความถือดีในตัวของนักอนุรักษ์หนุ่ม บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโดดเดี่ยวอันน่าเวทนาในสายตาของศิลา
"ผมเข้าใจแล้วครับ..." ศิลาเอ่ยเสียงนุ่ม ลบความคมคายทั้งหมดออกไปจากน้ำเสียง เหลือเพียงความจริงใจที่บริสุทธิ์ "คุณไม่ได้พยายามรักษาอดีตไว้เพราะรักมัน... แต่คุณกำลังกอดซากศพเหล่านั้นไว้ เพราะกลัวว่าถ้าคุณปล่อยมือ คุณจะต้องสูญเสียมันไปอีกครั้งเหมือนที่เคยเสียพ่อของคุณไป"
รวีสะดุ้งเฮือก ดวงตาคู่คมไหววับอย่างรุนแรง ราวกับถูกลากเปลื้องเกราะกำบังออกจนหมดเปลือกในชั่วพริบตา ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง มือที่กำแก้วชาสั่นเทาเล็กน้อย ความเงียบที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ได้น่าอึดอัดอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยน้ำหนักของความเข้าใจที่ถาโถมเข้ามาใส่คนทั้งสอง
ศilาเอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสลงบนหลังมือของรวีที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสนั้นเบาหวิว เต็มไปด้วยความระมัดระวังราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสะดุ้งถอยหนี รวีชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก แต่เขาไม่ได้ดึงมือหนี ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน ส่งผ่านความอบอุ่นอันน้อยนิดท่ามกลางคืนอันเหน็บหนาว
"บางที..." ศิลาพูดแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของรวี "เราอาจจะไม่ต้องเลือก... ระหว่างการแช่แข็งอดีตกับการทำลายมันให้พินาศ"
รวีเงยหน้าขึ้นมองศิลาอย่างช้าๆ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคุกรุ่น ปัจจุบันถูกหลอมละลายจนเหลือเพียงแรงดึงดูดอันลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ยากจะต้านทาน
ทันใดนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันบนทางเดินด้านนอกห้องก็ทำลายบรรยากาศอันเปราะบางนั้นลง เสียงกุญแจกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูด้านหน้าห้องเก็บเอกสารที่ควรจะล็อกสนิท!
รวีสะดุ้งสุดตัว ดึงมือกลับทันทีราวกับถูกไฟลวก ศิลายืนขึ้นเต็มความสูง สัญชาตญาณนักสืบและนักมานุษยวิทยาตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที ทั้งสองคนหันไปมองที่ประตูห้องพร้อมกันด้วยความตกตะลึง
แสงไฟฉายสว่างวาบลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าของบุคคลปริศนาที่ดังลอดเข้ามาในความเงียบ—
"เจอตัวจนได้... ต้นฉบับที่หายไปของบทกวีบทนั้น ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก แต่มันอยู่ในมือของคนที่พวกนายกำลังไว้ใจต่างหาก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 7
ภายใต้แสงดาวที่พร่าเลือน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!