เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 8

ปากที่บอกว่าไม่ แต่ใจที่เริ่มสั่น

ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
รอยยิ้มพ Z อาบยาพิษของรินรดายังไม่ทันจางหายจากมุมปาก บรรยากาศรอบไซต์งานรีโนเวทโรงแรมเก่าแก่นี้ก็ถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาสองคู่ที่เพิ่งผละออกจากกันเมื่อครู่ เบนความสนใจกลับมายังผู้หญิงที่เป็นทั้งนายจ้างและตัวแปรสำคัญในเกมนี้ทันที "หวังว่าฉันคงไม่ได้ขัดจังหวะอะไรสำคัญนะคะ" รินรดากวาดสายตามองคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มรู้ทัน น้ำเสียงหวานหยดแต่เฉียบคมดั่งใบมีดอาบน้ำผึ้ง "เห็นยืนมองตากันนานสองนาน นึกว่าเสาเข็มต้นใหม่จะผุดขึ้นมากลางไซต์ซะอีก" อาคเนย์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อยเพื่อซ่อนความไหววูบในดวงตา เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งอย่างไร้ที่ติ รอยยิ้มสุภาพถูกสวมทับลงบนใบหน้าทันทีราวกับมืออาชีพ "คุณรินรดามาเร็วกว่าที่นัดไว้นะครับ" อาคเนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้พิรุธ "พวกเรากำลังตรวจเช็กโครงสร้างส่วนที่ต้องเสริมความแข็งแรงพอดี ไม่มีอะไรน่ากังวลครับ โครงการเดินหน้าตามแผนแน่นอน" "เหรอคะ..." รินรดากลั้วหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบมองเลยไปยังตะวันยืนกอดอกพิงเสาเหล็กอยู่ไม่ไกล วิศวกรสาวไม่ได้หลบสายตา เธอเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทายตามประสาคนไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ "คุณตะวันล่ะคะ ว่ายังไงบ้าง? ปากบอกว่าสถาปนิกคนนี้เรื่องมาก แต่ฉันเห็นคุณตามประกบเขาแจ ยิ่งกว่าเงาตามตัวเสียอีก" รินรดาแกล้งหยอกเย้า แต่สายตากลับจดจ้องปฏิกิริยาของทั้งคู่ไม่วางตา ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ขยับตัวออกจากเสาเหล็ก ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาประชิดวงสนทนา รอยยิ้มมุมปากของเธอมีความเย้ยหยันเจืออยู่เล็กน้อย "ดิฉันไม่ได้ตามประกบเขาหรอกค่ะคุณรินรดา ดิฉันแค่ต้องคอยระวังไม่ให้ 'งานศิลปะ' ของคุณสถาปนิกเขาพังลงมากองที่พื้นก่อนตึกจะสร้างเสร็จต่างหากล่ะคะ ความปลอดภัยของคนหน้างานต้องมาก่อนอีโก้ของใครบางคนเสมอ" อาคเนย์หันขวับไปมองหน้าคนพูดทันที นัยน์ตาคมกริบฉายแววขุ่นเคืองระคนหมั่นไส้ "ถ้าโครงสร้างมันจะพัง ก็คงเป็นเพราะมีวิศวกรบางคนชอบรั้น ไม่ยอมทำตามแบบที่คำนวณไว้ให้รอบคอบมากกว่านะครับคุณตะวัน" "นี่คุณ!" ตะวันก้าวเข้าไปประชิดตัวอาคเนย์โดยไม่เกรงใจสายตาเจ้าของโรงแรม ปลายนิ้วเรียวชี้หน้าสถาปนิกหนุ่มอย่างเหลืออด "อย่ามาโยนความผิดให้ฉันนะ อาคเนย์! ฉันแก้แบบให้คุณจนปวดหัวจะตายอยู่แล้ว คุณต่างหากที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล!" รินรดายกมือขึ้นปัดป้องกลางอากาศ ห้ามศึกความปากกล้าของคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มขันๆ "พอค่ะๆ ฉันมาตรวจงาน ไม่ได้มาดูพวกคุณฟัดกัน... เอาเป็นว่า งานในโซนนี้ฉันฝากพวกคุณจัดการต่อให้เรียบร้อย บ่ายนี้ฉันมีประชุมกับทีมการตลาด ขอตัวก่อนนะคะ" พูดจบ เจ้าของโรงแรมสาวก็หมุนตัวเดินกลับออกไปทางทางเข้าไซต์งาน ทิ้งให้คนทั้งสองยืนจ้องหน้ากันท่ามกลางฝุ่นปูนและเสียงเครื่องจักรไกลๆ บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาคเนย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาถอดแว่นออกแล้วใช้มือคลึงหว่างคิ้วเพื่อระงับความหงุดหงิด ขณะที่ตะวันยังคงยืนกอดอกเชิดหน้าใส่ด้วยความดื้อรั้น "คุณนี่มัน... หาเรื่องเก่งเป็นที่หนึ่งจริงๆ นะครับ" อาคเนย์บ่นพึมพำโดยไม่มองหน้า "ปากคอเราะร้ายแบบนี้ หาแฟนยากนะครับคุณตะวัน" "ไม่ต้องมาห่วงเรื่องแฟนของดิฉันหรอกค่ะ เอาตัวเองให้รอดจากการโดนดิฉันด่าให้ได้ก่อนเถอะ" ตะวันตอบกลับทันควันอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะหันหลังให้ "เลิกเถียงกันแล้วรีบไปเช็กคานเหล็กชั้นสองได้แล้วค่ะ อย่าให้คุณรินรดาต้องมาบ่นซ้ำสอง" ตะวันก้าวเดินนำหน้าขึ้นบันไดชั่วคราวไปยังชั้นสองของโครงสร้างตึก อาคเนย์มองตามแผ่นหลังบางนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มีทั้งความหมั่นไส้ ความท้าทาย และ... ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดมันลงไปให้ลึกที่สุด พวกเขาก้าวขึ้นมาถึงชั้นสอง พื้นที่โล่งกว้างที่ยังไม่มีการเทพื้นคอนกรีต มีเพียงโครงสร้างเหล็กบีมวางพาดระโยงระยาง ลมธรรมชาติพัดโชกเข้ามาปะทะใบหน้า ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มครึ้มฝนเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงเพราะคนงานกำลังพักเที่ยง ตะวันเดินนำไปหยุดอยู่ตรงข้ามกับจุดที่คานเหล็กขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นค้างไว้ด้วยเครนชั่วคราวเพื่อรอการเชื่อมประกอบ เธอก้มลงอ่านแบบในมือสลับกับเงยหน้ามองรอยต่อของโครงสร้างเหล็กด้านบน "ตรงนี้แหละที่คุณรินรดาอยากให้ขยับเยื้องไปทางซ้ายอีกสิบเซนติเมตร..." ตะวันพึมพำกับตัวเอง ขยับเท้าเดินเข้าไปใกล้ขอบปูนที่ยังไม่ได้กั้นราวกันตก เพื่อก้มลงมองสเกลวัดระยะด้านล่าง อาคเนย์เดินตามขึ้นมาทันพอดี สายตาของเขาไม่ได้มองแบบในมือ แต่กำลังมองไปที่แผ่นหลังของวิศวกรสาวที่ยืนหมิ่นเหม่ชิดขอบปูนที่สูงจากพื้นชั้นล่างร่วมสิบเมตร สัญชาตญาณบางอย่างเตือนภัยในหัวสถาปนิกหนุ่ม... มันอันตรายเกินไป "คุณตะวัน! ถอยออกมาตรงนั้น!" อาคเนย์ร้องเตือนเสียงดังลั่นด้วยความตกใจ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วกว่าความคิด จังหวะนั้นเอง ลมกรรโชกแรงระลอกหนึ่งพัดเข้าใส่ไซต์งานอย่างไม่ทันตั้งตัว แรงลมปะทะเข้ากับแผ่นป้ายอลูมิเนียมคอมโพสิตขนาดใหญ่ที่วางพิงไว้ใกล้ๆ ทำให้มันล้มครืดลงมาเฉี่ยวชนกับโครงสร้างเหล็กชั่วคราวที่แขวนอยู่บนเครน! *เคร้ง!* เสียงโลหะกระแทกันสนั่นหวั่นไหว เครนที่รับน้ำหนักเกิดอาการสะดุดและเหวี่ยงตัวอย่างแรง คานเหล็กหนักหลายตันส่ายไปมาก่อนจะพุ่งตรงมายังจุดที่ตะวันยืนอยู่! ตะวันหันขวับกลับมาตามเสียง เธอนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นเงาดำขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่ ร่างกายแข็งค้าง สมองประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่รวดเร็วจนน่ากลัว ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น "ระวัง!" อาคเนย์ไม่ทันคิดอะไรทั้งสิ้น สัญชาตญาณการปกป้องพุ่งทะยานเหนือเหตุผลทุกประการ เขากระโจนเข้าใส่ร่างของตะวันด้วยความเร็วสูง พุ่งชนร่างบางให้พ้นจากรัศมีของคานเหล็กที่เหวี่ยงกวาดเข้ามาอย่างเฉียดฉิว *ตุบ!* ร่างของทั้งคู่กระแทกลงกับพื้นปูนฝุ่นคลุ้ง อาคเนย์ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเกราะกำบังโอบกอดร่างของตะวันไว้แน่น ขณะที่พวกเขากลิ้งหลบเศษวัสดุที่ร่วงหล่นลงมาตามแรงสะเทือน คานเหล็กยักษ์เหวี่ยงเฉียดศีรษะพวกเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เสียงลมจากการเคลื่อนตัวของวัตถุหนักกรีดผ่านหูจนน่ากลัว ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจรัวเร็วของคนทั้งคู่ที่ดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอก อาคเนย์นอนทับอยู่บนร่างของตะวัน แขนข้างหนึ่งค้ำยันพื้นปูนไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวทับเธอจนเกินไป ขณะที่แขนอีกข้างยังคงโอบเอวบางไว้แน่น ใบหน้าของพวกเขาอยู่ห่างกันเพียงคืบเดียว ชนิดที่ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน ดวงตากลมโตของตะวันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เธอนอนนิ่งสนิท สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ความรู้สึกหวาดกลัวจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในกระแสเลือด แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าความกลัว คือสัมผัสจากอ้อมแขนที่โอบกอดเธอไว้อย่างแน่นหนาและอบอุ่นของคนด้านบน อาคเนย์ก้มมองคนใต้ร่าง สายตาคมกริบกวาดสำรวจใบหน้าหวานที่ตอนนี้ซีดเผือด เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นเทาเล็กๆ จากร่างกายของเธอ ความโกรธ ความห่วงใย และความตื่นตระหนกตีรวนอยู่ในอกจนปั่นป่วนไปหมด "คุณ... บ้าหรือเปล่าเนี่ย!" ตะวันเพิ่งได้สติ เธอเปล่งเสียงออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยจ้องมองสถาปนิกปากร้ายอย่างคาดไม่ถึง "ยืนเหม่ออะไรทำไมไม่ระวังตัว!" "คนที่ควรโดนด่าว่าบ้าคือคุณต่างหาก!" อาคเนย์ตวาดกลับด้วยความโมโห น้ำเสียงเข้มจัดซ่อนความห่วงใยที่เอ่อล้นจนปิดไม่มิด "ยืนอยู่ริมขอบแบบนั้น สมองคุณเอาไปไว้ที่ไหนฮะ! ถ้าผมคว้าคุณไว้ไม่ทัน เมื่อกี้คุณคงตกลงไปข้างล่างกระดูกหักไปแล้ว!" ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะอ้าปากเถียงกลับตามนิสัยเดิม แต่เมื่อสายตาเคลื่อนไปสบเข้ากับแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวาดยังไม่จางหายของอาคเนย์ คำพูดทั้งหมดก็กลืนหายลงไปในลำคอ ในแววตาคู่นั้น... มันไม่มีความเย่อหยิ่ง ไม่มีคำพูดเชือดเฉือน มีเพียงความกังวลอย่างสุดซึ้งที่เขายังปิดบังมันไว้ไม่มิด ระยะห่างที่ใกล้ชิดเกินความจำเป็น ทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ความโกรธเมื่อครู่ระเหยหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดที่แล่นพล่านไปตามเส้นประสาท หัวใจของอาคเนย์เต้นโครมครามจนดังสะท้อนก้องในอก เช่นเดียวกับตะวัน ที่รู้สึกว่าจังหวะการหายใจของตัวเองเริ่มรวนเรอย่างไร้เหตุผล อาคเนย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาเลื่อนลงมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างลืมตัว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนIผมของหญิงสาวผสมกับฝุ่นปูนจางๆ กลายเป็นความเย้ายวนประหลาดที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนกับใคร มือที่โอบเอวบางอยู่โดยไม่รู้ตัว เริ่มกระชับแน่นขึ้นทีละน้อย ดึงร่างของเธอให้แนบชิดกับอกเขามากขึ้นโดยไม่มีช่องว่าง ตะวันรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่แนบอยู่บริเวณเอว สัมผัสที่หนักแน่นและจริงจังทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เธอนิ่งงันไป ดวงตาคู่สวยสั่นไหววูบ จ้องมองริมฝีปากของสถาปนิกหนุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความหวั่นไหวที่เริ่มกัดกินความตั้งมั่นทั้งหมดในใจ อาคเนย์โน้มใบหน้าลงต่ำช้าๆ สายตาจดจ้องดวงตาคู่สวยของเธออย่างสะกดจิต ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ จนลมหายใจแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน... ทันใดนั้นเอง... "คุณอาคเนย์คะ! คุณตะวัน! อยู่ข้างบนหรือเปล่าคะ?" เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นจากชั้นล่าง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังวิ่งขึ้นบันไดชั่วคราวมาอย่างเร่งรีบ ร่างของทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต! อาคเนย์รีบผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว ปรับสีหน้าและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยความลิบลับ ขณะที่ตะวันรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง หน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเกือบโดนคานเหล็กทับเสียอีก เธอรีบหันไปจัดเสื้อผ้าและปัดฝุ่นตามตัวด้วยความลนลาน เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที และก่อนที่ใครคนนั้นจะโผล่พ้นขอบบันไดขึ้นมา สายตาสองคู่ก็สบกันอีกครั้งในเสี้ยววินาทีสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความลับ ความตื่นตระหนก และความรู้สึกที่ถูกจุดประกายขึ้นมาจนยากจะดับลง — และคนที่ก้าวพ้นขอบบันไดขึ้นมาในวินาทีนั้น คือรินรดา ที่กำลังถือเอกสารชุดใหญ่ พร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ ที่มุมปาก... (กดติดตามตอนต่อไปเพื่อร่วมลุ้นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในเมื่อความลับเริ่มรั่วไหล!) ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่สนับสนุนแบล็กสมิธในตำนานเสมือนเตาหลอมที่ลุกโชนเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%