กระดาษปอนด์สีขาวขนาดเอสี่นับสิบแผ่นถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานไม้สักแท้จนเกิดเสียงทึบหนักหน่วง อาคเนย์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเอกสารกองนั้น ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสายตาคู่นั้นยังคงจดจ้องอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา ซึ่งกำลังแสดงผลโมเดลโครงสร้างสามมิติของโรงแรมรีสอร์ตโปรเจกต์ใหญ่ที่กำลังกินเวลาชีวิตของเขากับวิศวกรหนุ่มจอมกวนประสาทไปครึ่งค่อนปี
"คุณรินรดานี่ขยันหาเรื่องให้เราปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันนะครับ" อาคเนย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยเจือแววเย้ยหยันเล็กน้อยตามวิสัย แต่มือยังคงขยับเมาส์หมุนมุมมองของคานรับน้ำหนักในโปรแกรมออกแบบอย่างแม่นยำ
"อย่าเพิ่งไปโทษคนอื่นเลยครับ สถาปนิกปากจัดอย่างคุณเองไม่ใช่เหรอที่ไปท้าทายเขาไว้เมื่อตอนประชุมบ่าย"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้นจากมุมห้อง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของตะวัน วิศวกรหนุ่มคู่ปรับที่ก้าวเข้ามาพร้อมแก้วกระดาษเก็บความร้อนสองใบในมือ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วเข้มตีจมูกแทรกซึมผ่านบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุมชั่วคราวแห่งนี้ทันที ตะวันวางแก้วหนึ่งลงบนโต๊ะฝั่งตรงข้ามอาคเนย์อย่างเบามือ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้สำนักงานฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต
อาคเนย์ชะงักมือที่กำลังพิมพ์แป้นพิมพ์ เขาปรายตามองแก้วกาแฟตรงหน้าสลับกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่วันนี้ดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน เส้นผมสีดำสนิทมีความยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการทำงานกลางแดดเมื่อช่วงบ่าย แววตาคู่นั้นไม่มีประกายความกวนประสาทเหมือนเวลาเถียงกันในที่ประชุม เหลือเพียงความเหนื่อยล้าเจือจางที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
"นี่อะไรครับ? อย่าบอกนะว่าใส่ยาพิษมาเพื่อหวังฮุบโปรเจกต์นี้คนเดียว" อาคเนย์เลิกคิ้วถาม ปากก็ว่าไปตามนิสัย แต่กลับเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟนั้นขึ้นมาถือไว้โดยไม่รู้ตัว
"ถ้าผมอยากกำจัดคุณ ผมใช้วิธีอื่นที่ไม่ต้องลงทุนซื้อกาแฟราคาแพงหรอกครับ" ตะวันหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและกังวานอยู่ในความเงียบของห้อง "กินซะบ้าง หน้าตาคุณตอนนี้เหมือนซอมบี้ที่อดนอนมาสามวันเต็มๆ แล้วนะอาคเนย์"
อาคเนย์หรี่ตามองคนพูดอย่างระแวดระวัง แต่ความอ่อนล้าในร่างกายมันฟ้องว่าคาเฟอีนร้อนๆ สักแก้วในเวลานี้คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด เขายอมยกแก้วขึ้นจิบ รสชาติขมเข้มละมุนด้วยฟองนมและกลิ่นคาราเมลจางๆ ทำให้สมองที่ตึงเครียดมาตลอดทั้งวันคลายความเกร็งลงอย่างน่าประหลาด มันเป็นรสชาติเดียวกับที่เขาชอบสั่งไม่มีผิดเพี้ยน—ซึ่งนั่นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง
"คุณรู้ได้ยังไงว่าผมชอบกินมอคกาแฟ ไม่หวาน?" อาคเนย์ถามเสียงห้วน พยายามกลบเกลื่อนความประหลาดใจในอก
ตะวันไหล่งอเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบางเบา ดวงตาคมเข้มมองสบตากับสถาปนิกหนุ่มตรงๆ "ทำงานร่วมกันมาครึ่งค่อนปี ถ้าเรื่องแค่นี้ผมสังเกตไม่ได้ ก็คงไม่ต้องเป็นวิศวกรโครงสร้างแล้วล่ะครับ... อีกอย่าง คนปากแข็งอย่างคุณ เวลาเครียดมักจะชอบหาอะไรขมๆ กลบเกลื่อนความหงุดหงิดเสมอ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่มันกลับเฉียบคมราวกับมีใบมีดมาสะกิดใจให้อาคเนย์นิ่งงบไปชั่วขณะ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ เป็นความเงียบที่ไม่ได้อึดอัดเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้คนมองไม่อาจละสายตาไปไหนได้
ในโลกที่อาคเนย์ต้องควบคุมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ทั้งเส้นสายสถาปัตยกรรม ตัวเลขวิศวกรรม และความรู้สึกของตัวเอง ตะวันกลับเป็นสิ่งเดียวที่หลุดรอดจากกรอบคำนวณเหล่านั้นเข้ามาได้เสมอ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยกลัวคำพูดเชือดเฉือนของเขา แถมยังมักจะสวนกลับด้วยรอยยิ้มและแววตาท้าทายที่ทำให้อาคเนย์ต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทุกที
"บางที..." อาคเนย์ลดแก้วกาแฟลง วางมันลงบนโต๊ะเบาๆ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นไปยังคนตรงข้าม "คุณอาจจะฉลาดเกินกว่าจะเป็นแค่วิศวกรโครงสร้างก็ได้นะครับ ตะวัน"
"คำชมเหรอครับเนี่ย?" ตะวันยิ้มกว้างขึ้น แววตาพราวระยับ "นึกว่าจะไม่ได้ยินคำพูดดีๆ จากปากสถาปนิกเทวดาคนนี้ซะแล้ว"
"อย่าสำคัญตัวผิดครับ ผมแค่พูดตามเนื้อผ้า" อาคเนย์รีบปฏิเสธเสียงแข็งเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ใบหูที่ขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อยภายใต้ร่มเงาของเส้นผมนั้นไม่สามารถหลุดรอดสายตาของวิศวกรหนุ่มไปได้
ตะวันไม่โต้เถียง เขากลับโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างวางทราบลงบนขอบโต๊ะ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงอย่างรวดเร็วจนอาคเนย์รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นกาแฟจางๆ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดให้แคบลง จนเหลือแค่พื้นที่ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่มีความรู้สึกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ
"ถ้าอย่างนั้น..." เสียงของตะวันเบาลง นุ่มนวลขึ้นจนเกือบ1เป็นเสียงกระซิบ "นอกจากเรื่องงานแล้ว มีเรื่องอื่นอีกไหมที่คุณอยากจะพูดความจริงกับผมบ้าง... อาคเนย์"
หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบ จังหวะการหายใจติดขัดไปชั่วขณะ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร—ความรู้สึกที่เลยเธ้นขอบเขตของความเป็นเพื่อนร่วมงาน ความพยายามที่จะผลักไสแต่วิ่งเข้าหากinทุกครั้งที่มีโอกาส และความกลัวลึกๆ ที่เขาไม่เคยบอกใคร
อาคเนย์อ้าปากเตรียมจะสวนกลับด้วยคำพูดร้ายๆ เพื่อสร้างกำแพงป้องกันตัวเองตามเคย ทว่าก่อนที่เสียงของเขาจะหลุดลอดออกจากริมฝีปาก ประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้การเคาะเตือน!
"ขอโทษทีที่ขัดจังหวะโมเมนต์ซึ้งๆ นะคะคุณผู้ชายทั้งสอง"
เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจของรินรดาเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเลที่มุมปากอย่างคนที่รู้ทันทุกสถานการณ์ ในมือของเธอยังคงถือซองเอกสารสีน้ำตาลลับเฉพาะที่ถูกส่งตรงมาจากสำนักงานใหญ่
อาคเนย์ดีดตัวผละออกจากโต๊ะทันที ใบหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นระเบียบในเสี้ยววินาที ขณะที่ตะวันถอนหายใจยาวด้วยความเสียดายอย่างไม่คิดจะปิดบัง พร้อมกับหันไปมองเจ้าของโรงแรมสาวด้วยสายตาคาดโทษ
รินรดากวาดสายตามองคนทั้งคู่ที่นั่งห่างกันคนละมุมโต๊ะราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะชูซองเอกสารในมือขึ้นสูงแล้วยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม
"พอดีมีข่าวดี... หรืออาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับพวกคุณสองคนมาส่งน่ะค่ะ" รินรดาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง กวาดสายตาคมกริบมองหน้าอาคเนย์สลับกับตะวัน "ทางบอร์ดบริหารเพิ่งอนุมัติงบเพิ่มเติม แต่มีเงื่อนไขเดียวเท่านั้น... พวกคุณต้องย้ายไปตรวจหน้างานจริงที่เกาะร้างทางใต้ด้วยกันลำพังสองคน เป็นเวลาหนึ่งเต็มเดือนเต็ม!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาดื่มด่ำกับความเงียบและเคมีที่เริ่มเดือดพล่านในตอนนี้ แล้วเตรียมตัวไปลุยเกาะร้างด้วยกันในตอนหน้าได้เลยครับ
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 9
กาแฟหนึ่งแก้วกับความเงียบที่กระอักกระอ่วน
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!