แฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะทำงานไม้สักถูกกระแทกเบา ๆ ด้วยสันมือของอาคเนย์ เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง
"หนึ่งเดือนบนเกาะร้าง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต และที่แย่ที่สุดคือผมต้องไปติดอยู่กับวิศวกรที่ใช้แต่อารมณ์เหนือเหตุผลอย่างคุณ... รินรดา คุณกำลังเล่นตลกอะไรอยู่"
อาคเนย์ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังหญิงสาวเจ้าของโครงการ ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดที่ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ตะวันไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้าคมคายฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะกวนประสาทที่พร้อมจะแผดเผาประสาทสัมผัสของสถาปนิกหนุ่มให้ระเบิดเป็นจุลได้ทุกเมื่อ
"ปากจัดเก่งเสียจริงนะคุณอาคเนย์" ตะวันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความท้าทายไว้ในทุกพยางค์ "ถ้ากลัวว่าจะทนความกดดันบนเกาะนั้นไม่ไหว หรือกลัวว่าจะต้องมานั่งร้องไห้งอแงเพราะไม่มีใครคอยบริการเหมือนอยู่ในเมืองหลวง ก็บอกบอร์ดบริหารตอนนี้ได้เลยนะ ผมยินดีลุยโปรเจกต์นี้คนเดียว... โดยไม่ต้องพึ่งพาสถาปนิกมือหนึ่งที่เก่งแต่ทฤษฎีบนกระดาษอย่างคุณ"
"ผมเนี่ยนะ เก่งแต่ทฤษฎี?" อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาวโรจน์ขึ้นด้วยความถือดี ร่างสูงโปรดปรานความเนี๊ยบผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนแทบจะไร้ระยะห่าง "จำคำพูดตัวเองไว้ให้ดีก็แล้วกันครับคุณตะวัน เพราะบนเกาะนั้น คนที่จะร้องกลับมากราบขอความช่วยเหลือ... อาจจะไม่ใช่ผม"
รินรดาแอบอมยิ้มบาง ๆ กับสงครามประสาทที่ปะทุขึ้นตรงหน้า เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจส่งสถาปนิกผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบกับวิศวกรสายลุยผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครไปเผชิญหน้ากันในสถานที่ปิดตายแบบนั้น อาจไม่ใช่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีที่สุด แต่มันคือวิธีเดียวที่จะทำให้โครงสร้างตึกที่กำลังจะสร้างขึ้น ไม่ได้มีแค่ความสวยงามทางสถาปัตยกรรม แต่ต้องมีความแข็งแกร่งจากรากฐานที่แท้จริง
"สรุปตามนี้นะคะ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ปฏิเสธ "เที่ยวบินส่วนตัวจะออกเดินทางในอีกสามวันข้างหน้า เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ หวังว่าจะได้เห็นผลงานที่ทำให้ฉันประหลาดใจนะ"
สามวันถัดมา... ไอเค็มจากทะเลใต้ปะทะเข้ากับใบหน้าทันทีที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนลานหินกว้าง เกาะร้างแห่งนี้ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่อาคเนย์จินตนาการไว้ มันมีความดิบเถื่อนและท้าทายซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของธรรมชาติ โครงสร้างฐานรากเดิมของรีสอร์ทเก่าที่ถูกทิ้งร้างตั้งตระหง่านท้าทายลมทะเล เหล็กเส้นขึ้นสนิมและคอนกรีตที่กะเทาะร่อนออกเผยให้เห็นโครงสร้างภายในที่ชวนให้ปวดหัว
อาคเนย์ก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ สวมแว่นกันแดดพรางสายตา กวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับประเมินความเสียหายและอุปสรรคสารพัดที่กำลังจะเกิดขึ้น ผิดกับตะวันที่กระโดดลงมาอย่างไร้พิธีรีตอง มือหนาคว้ากระเป๋าเป้ใบใหญ่ขึ้นสะพายไหล่ ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังซากอาคารหลักทันทีโดยไม่รอใคร
"อย่าเดินสุ่มส่ำครับคุณตะวัน พื้นตรงนั้นโครงสร้างอาจจะทรุดตัวลงมาได้ถ้าไม่ตรวจสอบความหนาแน่นของดินก่อน" อาคเนย์เอ่ยเตือนด้วยสัญชาตญาณวิชาชีพ แม้ปากจะบ่นแต่ขายาวก็ก้าวตามไปติด ๆ
"เป็นห่วงผมเหรอครับ คุณสถาปนิก" ตะวันหยุดเดินแล้วหันกลับมาเลิกคิ้วมอง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าในแววตากลับไม่มีความล้อเล่นเจืออยู่เลย "นึกว่าคุณจะสนใจแต่เส้นสายบนกระดาษเสียอีก ถึงได้ใส่ใจความปลอดภัยของผมด้วย"
"ผมไม่ได้ห่วงคุณ ผมห่วงงานของผมต่างหาก ถ้าวิศวกรปากดีอย่างคุณเกิดขาหักตายไปเสียก่อน โปรเจกต์นี้คงต้องพับฐาน และชื่อเสียงของผมก็อาจจะพลอยด่างพร้อยไปด้วยเพราะต้องมารับผิดชอบงานร่วมกับคนประมาท" อาคเนย์สวนกลับทันควัน เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาฟอร์ม
ตะวันหัวเราะในลำคอเบา ๆ กับความปากแข็งนั้น เขาไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืดต่อ เดินนำเข้าไปสำรวจภายในตัวอาคารที่ร่มครึ้ม แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้บานกระจก ทอดเงายาวทาบทับลงบนพื้นปูนเปลือย บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงคลื่นซัดสาดฝั่งและเสียงลมหวีดหิว
ตลอดช่วงบ่าย ทั้งคู่ทำงานร่วมกันด้วยความเงียบที่อึดอัด อาคเนย์กางแปลนพิมพ์เขียวเก่าขึ้นเทียบกับสภาพพื้นที่จริง นิ้วเรียวไล่ชี้จุดที่ต้องแก้ไขอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ตะวันใช้เครื่องมือวัดระดับและค้อนเคาะทดสอบความหนาแน่นของเสาปูนแต่ละต้น เสียงเหล็กกระทบปูนดัง "ก๊อง... ก๊อง..." เป็นจังหวะสลับกับเสียงถอนหายใจของอาคเนย์
ความเหนื่อยล้าจากแดดร้อนและฝุ่นปูนเริ่มกัดกินเรี่ยวแรง อาคเนย์ยกมือขึ้นเสยผมที่ชุ่มเหงื่อลู่แนบกรอบหน้า ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวเลขที่จดบันทึกในสมุดเล่มเล็ก ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพบความผิดปกติบางอย่างในโครงสร้างคานรับน้ำหนัก
"แปลกจริง..." อาคเนย์พึมพำกับตัวเอง
"มีอะไรเหรอครับ?" ตะวันละมือจากการตรวจสอบเสาต้นใหญ่ เดินเข้ามาใกล้โดยไม่ทันระวังระยะห่าง กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายทะเลจาง ๆ ลอยเข้าแตะจมูกของอาคเนย์ ทำเอาสถาปนิกหนุ่มถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
"ดูนี่สิครับ" อาคเนย์เบี่ยงความสนใจด้วยการชี้ให้ดูตัวเลขในสมุด "แปลนเดิมระบุว่าคานตัวนี้รับน้ำหนักได้สามร้อยตัน แต่จากการคำนวณแรงกดทับของโครงสร้างใหม่ที่เราจะต่อเติมขึ้นไปอีกสองชั้น... ถ้าฝนตกหนักและเกิดลมมรสุมพัดเข้าปะทะมุมนี้โดยตรง เสาต้นนี้จะรับแรงเฉือนไม่ไหว มันจะพังลงมาก่อนที่ตึกจะสร้างเสร็จเสียอีก"
ตะวันโน้มตัวลงมองตามนิ้วเรียวที่ชี้บนหน้ากระดาษ ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปัดผ่านแก้มของกันและกันในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิด ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตาอาคเนย์ นัยน์ตาคมกริบของวิศวกรหนุ่มฉายแววประหลาดใจระคนชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
นี่เป็นครั้งแรก... ที่อาคเนย์ไม่ได้มองเขาด้วยสายตากล่าวหาหรือดูแคลน แต่เป็นแววตาดิ่งลึกจริงจังที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียดของงานอย่างแท้จริง
"คุณมองเห็นจุดนี้ด้วยเหรอ" ตะวันเอ่ยถามเสียงนุ่ม ผิดจากทุกทีที่มักจะมีคำพูดกวนประสาทเสมอ "แปลนนี้เก่ามากและตัวหนังสือก็เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่คุณกลับสังเกตเห็นความผิดปกติของการกระจายน้ำหนัก... เก่งนี่ครับ"
อาคเนย์ชะงักไปเมื่อถูกชมตรง ๆ ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขินอาย... แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดที่ถูกอีกฝ่ายอ่านความรู้สึกทะลุปรุโปร่งต่างหาก อาคเนย์รีบเบือนหน้าหนี ถอยหลังก้าวหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่าง
"ผมก็แค่ทำหน้าที่ของสถาปนิกที่ดี ไม่เหมือนคุณหรอกที่เอาแต่ใช้พละกำลังเดินสำรวจไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ดูข้อจำกัดทางวิศวกรรมให้ดีเสียก่อน" อาคเนย์เชิดหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก
ตะวันยิ้มกริ่ม ดวงตาพราวระยับมองท่าทางเก๊กขรึมของคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากวันแรกอย่างสิ้นเชิง ภายใต้เกราะป้องกันที่หนาเตอะและวาจาเชือดเฉือน อาคเนย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่คนอวดดีที่เอาแต่ใจตัวเอง แต่เป็นมืออาชีพที่ทุ่มเทและมีจิตวิญญาณของคนทำงานอย่างแท้จริง
ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ต่อปากต่อคำกันมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ พร้อมกับเสียงกิ่งไม้หักดังกรอบแกรบก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของซากอาคาร ประหนึ่งมีใครบางคนกำลังแอบซุ่มมองพวกเขาอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของตัวตึก
อาคเนย์และตะวันหันขวับไปมองพร้อมกันทันที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดในเสี้ยววินาที ตะวันขยับตัวเข้ามาขวางหน้าอาคเนย์โดยสัญชาตญาณ มือหนาเอื้อมไปคว้าประแจเหล็กพกพาในกระเป๋าคาดเอวอย่างระแวดระวัง
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นจากมุมมืดของเสาปูน แสงไฟฉายสาดส่องกระทบใบหน้าของบุคคลที่ไม่คาดฝัน... รินรดานั่นเอง เธอยืนกอดอกและส่งยิ้มเย็นเยียบมาให้ พร้อมกับเอกสารฉบับใหม่ในมือ
"ขอโทษทีที่ขัดจังหวะความสวีท... เอ๊ย! ความร่วมมืออันน่าประทับใจของพวกคุณนะยะ" รินรดาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะชูเอกสารขึ้น "พอดีฉันเพิ่งได้รับรายงานด่วนจากแผ่นดินใหญ่... มีพายุดีเปรสชันกำลังก่อตัวขึ้นทางทิศใต้ และคาดว่าจะเคลื่อนตัวมาถึงเกาะนี้ภายในอีกสิบสองชั่วโมงข้างหน้า!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
- แบล็กสมิธในตำนาน -
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 10
เมื่ออคติเริ่มสั่นคลอน
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!