"ถ้าโครงสร้างตรงนี้พังลงมาเพราะความหัวรั้นของคุณ ค่าเสียหายสิบล้านในสัญญาคงไม่พอแม้แต่จะซื้อกระดูกคุณฝังหรอกนะครับ คุณวิศวกร"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนของอาคเนย์ดังแทรกเสียงคำรามของฟ้าผ่าด้านนอกอย่างพอดิบพอดี
สภาพภายในคอนเทนเนอร์สำนักงานหน้างานชั่วคราวตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากเตาหลอมเหล็กกล้าที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนเกือบทะลุจุดเดือด หยาดฝนกระหน่ำซัดสาดใส่ผนังตู้คอนเทนเนอร์เหลกลอนลูกฟูกจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับกลองศึกรัวกระหน่ำ แรงลมพายุฤดูร้อนพัดกระโชกจนโครงสร้างตู้เหล็กสั่นสะเทือนเบาๆ ทว่าสิ่งที่สั่นไหวรุนแรงยิ่งกว่า กลับเป็นสายตาคู่คมของวิศวกรหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า
ตะวันแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบฉายแววท้าทายอย่างไร้ความเกรงกลัว ร่างสูงโปร่งในชุดเซฟตี้เลอะคราบปูนขยับเข้าประชิดอีกนิดโดยไม่สนระยะห่างทางสังคมที่สถาปนิกเนี๊ยบๆ อย่างอาคเนย์พยายามขีดเส้นเอาไว้
"ปากดีแบบนี้ สมแล้วล่ะครับที่เป็นลูกรักของคุณรินรดา ดีไซน์บนกระดาษสวยหรูน่ะมันง่าย ใครๆ ก็ขีดเขียนได้ แต่หน้างานจริงที่มีน้ำป่าจ่อคอหอยกับดินทรุดตัวเนี่ย... คุณเคยลงมาเอาโคลนเปื้อนรองเท้าหนังราคาแพงของคุณบ้างหรือเปล่าล่ะครับ ท่านสถาปนิก"
อาคเนย์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นรูปนั่นไม่ใช่เพราะความโกรธเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะกลิ่นอายความดุดันและดวงตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของอีกฝ่ายกำลังรุกรานพื้นที่หายใจของเขาอย่างไร้เหตุผล มือเรียวภายใต้ถุงมือผ้าถอดออกโยนลงบนโต๊ะเขียนแบบเสียงดังลั่น เพื่อระบายความหงุดหงิดที่ต้องมาติดแหง็กอยู่กับผู้ชายปากกล้าคนนี้ในไซต์งานกลางป่าเขา ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
"ผมเป็นคนออกแบบตึกนี้ครับ ผมย่อมรู้ดีว่าจุดรับน้ำหนักตรงไหนรองรับแรงเฉือนได้เท่าไหร่ การที่คุณจะสั่งให้คนงานเทปูนเพิ่มความหนาโดยไม่ปรึกษา มันทำลายสัดส่วนทางสถาปัตยกรรมที่ผมวางไว้หมด!" อาคเนย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งสูง "อย่าเอาความสะเพร่าแบบคนหน้างานมาอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเลยครับ"
"สะเพร่าเหรอ?" ตะวันก้าวเข้าไปประชิดอีกก้าว จนอาคเนย์ต้องเผลอขยับถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะเขียนแบบโดยอัตโนมัติ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่นิ้ว จนได้กลิ่นฝนจางๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่ออ่อนๆ จากความเหนื่อยล้าของคนทำงานกลางแจ้ง "ถ้าผมไม่สั่งให้เทปูนเสริมคานรับแรงเฉือนเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ป่านนี้เสาเข็มโซน C คงทรุดตัวพังครืนลงมาฝังร่างคนงานของคุณไปครึ่งไซต์แล้วครับคุณอาคเนย์!"
คำพูดนั้นทำเอาอาคเนย์ชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจที่เพิ่งรู้ข้อมูลใหม่ แต่ทิฐิและความเคยชินในการเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างก็ทำให้เขาเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้นเถียงต่อ
"แล้วทำไมคุณถึงไม่บอกผมตั้งแต่แรก..."
"ผมบอกคุณไปแล้วตอนบ่าย แต่คุณมัวแต่ก้มหน้าตรวจแบบแปลนบ้าๆ ของคุณโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองความเป็นจริงต่างหากล่ะครับ!" ตะวันสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดุดันไม่แพ้กัน ทว่าแววตาที่มองมากลับมีความห่วงใยเจือจางซ่อนอยู่ลึกๆ จนอาคเนย์จับสังเกตได้ "เลิกทำตัวเป็นคนสมบูรณ์แบบที่มองโลกผ่านตัวเลขในกระดาษสักทีเถอะครับ บางครั้ง... ชีวิตจริงมันดิบเถื่อนกว่าที่ตำราเรียนของคุณสอนมาเยอะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงฟ้าฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดภายนอก อาคเนย์เงยหน้าขึ้นสบตากับวิศวกรหนุ่มตรงหน้า หัวใจเจ้ากรรมในอกเต้นผิดจังหวะอย่างน่าหงุดหงิด ความใกล้ชิดในพื้นที่แคบๆ ของตู้คอนเทนเนอร์ที่มืดครึ้มเพราะไฟฟ้าดับ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดรูปแบบใหม่—รูปแบบที่ไม่ได้มาจากงานก่อสร้าง แต่มาจากเคมีที่ปะทะกันอย่างรุนแรงจนแทบหลอมละลาย
อาคเนย์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะเต้นรัวเร็วจนน่ารำคาญ
"ถึงอย่างนั้น... คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างโดยพละการ..." น้ำเสียงของอาคเนย์อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายเสียงแผ่วเบาลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝน เมื่อปลายนิ้วมือหยาบกร้านของตะวันเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าต่างกระจกด้านหลังของอาคเนย์ เพื่อกันไม่ให้เขาถอยหนีไปไหนอีก
ตะวันโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนของสถาปนิกหนุ่มจนเจ้าตัวต้องหลบตา
"ถ้าผมไม่ตัดสินใจแบบนั้น... ผมคงไม่มีโอกาสได้มายืนเถียงกับคนปากจัดๆ อย่างคุณตรงนี้หรอกนะครับ" ตะวันกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและพราวระยับในแววตา "แล้วก็เลิกทำหน้าดื้อสักที... ตัวคุณสั่นหมดแล้วเห็นไหมครับ ท่านสถาปนิก"
อาคเนย์กำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบตามนิสัย เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็พุ่งเข้าจู่โจม แต่ทว่า...
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูตู้คอนเทนเนอร์จากด้านนอกดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องทำงานแคบๆ ร่างโปร่งบางเปียกโชกของรินรดา เจ้าของโรงแรมสาวผู้กุมความลับทั้งหมดของโปรเจกต์นี้ ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมกวาดมองสถาปนิกและวิศวกรที่ยืนเบียดเสียดแนบชิดกันอยู่มุมห้องด้วยท่าทีชวนเข้าใจผิด
"อุ๊ย... ฉันมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าคะเนี่ย พอดีระบบไฟสำรองใช้ได้แล้ว ฉันเลยรีบเอาเอกสารอนุมัติฉุกเฉินมาให้..." รินรดาชูแฟ้มเอกสารในมือขึ้นยิ้มๆ "แต่ดูเหมือนว่า... ปัญหาเรื่องโครงสร้างจะไม่ใช่เรื่องเดียวที่พวกคุณกำลังเคลียร์กันอยู่ใช่ไหมคะ?"
อาคเนย์รีบผลักอกตะวันให้ออกห่างทันที ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา ขณะที่ตะวันเพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ยืนกอดอกมองท่าทีเลิกลั่กของสถาปนิกหนุ่มด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
ทว่า... ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ รินรดาPhเปิดหน้าจอแท็บเล็ตในมือให้ทั้งคู่ดู พร้อมกับรอยยิ้มที่เลือนหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความตึงเครียดระดับวิกฤต
"ก่อนที่พวกคุณจะเถียงกันเรื่องโครงสร้าง... ฉันว่ารีบดูนี่ก่อนจะดีกว่าครับ..." รินรดาหมุนหน้าจอให้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดโซนหน้าผา ที่ตอนนี้ดินโคลนก้อนมหึมาจากการขุดเจาะอุโมงค์กำลังไหลทะลักลงมาปิดทางเข้า-ออกเดียวของไซต์งานจนมิดสนิท "ตอนนี้... เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบแล้วล่ะครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาหลอมโลหะความฟินไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 3
ทฤษฎีปากร้ายกับหน้างานดิบเถื่อน
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!