“ถ้าคุณจะขับรถเหมือนกำลังพาผมไปทิ้งที่หลุมศพแบบนี้ ช่วยจอดให้ผมลงเดินเองเถอะครับ คุณตะวัน”
อาคเนย์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้องโดยสารของรถเอสยูวีคันหรูที่กำลังแล่นอยู่บนทางหลวงสายเหนือ มือหนาของสถาปนิกหนุ่มกำพวงมาลัยแน่นจนขึ้นข้อขาว เขาไม่ได้หันไปมองคนนั่งข้างๆ ที่เอาแต่จดจ้องไอแพดในมือเหมือนนั่นคือคัมภีร์กู้โลก แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
ตะวันเลิกคิ้ว สายตายังไม่ละจากหน้าจอที่แสดงแปลนโครงสร้างเหล็ก “ถ้าคุณรีบไปตายขนาดนั้น ผมก็ไม่มีเหตุผลต้องรั้ง แต่ถ้าคุณยังอยากได้หินอ่อนเกรดเอจากเหมืองนี้ไปถมโปรเจกต์คุณให้จบๆ ก็หุบปากแล้วนั่งดูทางไปครับคุณสถาปนิก”
“ผมสั่งให้คุณขับ ไม่ได้สั่งให้คุณทำตัวเป็นเจ้าชีวิต”
“แล้วการที่คุณยอมขึ้นรถผมมาเพื่อไปดูวัสดุที่จังหวัดห่างไกลแบบนี้เนี่ย เรียกว่าการตัดสินใจด้วยเหตุผล หรือเรียกว่าความบรรลัยที่ควบคุมไม่ได้ครับ” ตะวันวางไอแพดลงบนตัก ก่อนจะหันมาสบตาคนที่ขับรถด้วยท่าทีเนี๊ยบจัดทุกกระเบียดนิ้ว “รู้นะครับว่าเกลียดขี้หน้ากัน แต่นี่คือธุรกิจ ถ้าคุณยังมัวแต่รักษามาดคุณชาย ผมก็ไม่รับประกันนะว่าทริปดูงานสองวันหนึ่งคืนนี้ คุณจะได้อะไรกลับไปนอกจากความดันขึ้น”
อาคเนย์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามเบาๆ ไม่สามารถกลบความตึงเครียดระหว่างคนสองคนได้ “คุณพูดเหมือนเราต้องไปฮันนีมูนกันงั้นแหละ”
“หึ ถ้าการฮันนีมูนคือการต้องเถียงกับคนปากเสียเรื่องสเปกเหล็ก ผมยอมไปนอนโง่ๆ อยู่บ้านดีกว่าครับ”
บรรยากาศในรถเงียบลงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่ผ่อนคลาย มันคือความอึดอัดที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าที่มองไม่เห็น อาคเนย์ลอบมองเสี้ยวหน้าของตะวันผ่านเงาสะท้อนจากกระจกมองหลัง อีกฝ่ายคือวิศวกรที่รั้นที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในเวลาที่ต้องหน้าสิ่วหน้าขวาน ฝีมือของตะวันไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง
ความขัดแย้งในใจของสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบกำลังตีกันนัวเนีย เขาไม่ชอบที่ตัวเองต้องพึ่งพาใคร และยิ่งไม่ชอบใจที่เป็น ‘ตะวัน’ คนที่มองเห็นความอ่อนแอใต้เปลือกที่แข็งกระด้างของเขาได้ทะลุปรุโปร่ง
รถยนต์ชะลอตัวเข้าสู่เส้นทางทุรกันดารที่เป็นทางเข้าเหมืองหินในจังหวัดที่ห่างไกล รินรดาบอกเขาไว้ว่าที่นี่มี ‘ของดี’ ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ แต่ก็นั่นแหละ... รินรดาก็แค่ต้องการจะจับเขามาปล่อยเกาะกับตะวันให้รู้แล้วรู้รอด
“ถึงแล้วครับ” ตะวันดับเครื่องยนต์ เสียงความเงียบของป่าเขาสวนทางกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของอาคเนย์
พวกเขาก้าวลงจากรถ กลิ่นดินชื้นและอากาศที่เย็นกว่าในเมืองปะทะใบหน้า อาคเนย์กวาดสายตามองโรงงานหินขนาดใหญ่ที่มีเครื่องจักรตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่กำลังจะลับขอบฟ้าทอดยาวเป็นเงาของเขาสองคนให้ทาบทับกันบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น
“เหมืองจะปิดแล้ว เราคงต้องพักที่เรือนรับรองของเหมืองคืนนี้ เพราะทางกลับเข้าตัวเมืองมันเสี่ยงเกินไป” ตะวันพูดพลางสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นไหล่
“คุณว่าไงนะ?” อาคเนย์ขมวดคิ้ว “ผมมีนัดประชุมเช้าวันพรุ่งนี้”
“ก็โทรไปยกเลิกสิครับ หรืออยากจะควบรถกลับไปตายกลางทางตอนตีสองก็ตามใจ” ตะวันเดินนำหน้าไปโดยไม่รอคำตอบ “เรือนรับรองมีห้องว่างห้องเดียว เจ้าของเหมืองบอกว่าห้องอื่นปรับปรุงอยู่ คุณคงไม่ถือสาถ้าเราต้องแชร์ที่พักกัน”
อาคเนย์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ความโกรธปนความประหม่าแล่นพล่านอยู่ในอก การอยู่กับผู้ชายคนนี้ในที่ลับตาคนมันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับหัวใจที่เขาพยายามล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนาเลย
เมื่อมาถึงเรือนรับรองที่เป็นบ้านไม้เก่าแก่สไตล์วินเทจ ทั้งสองคนก้าวเข้าไปข้างใน ห้องพักที่ว่ามีเพียงเตียงขนาดใหญ่หนึ่งหลังและโซฟาเก่าๆ หนึ่งตัว กลิ่นไม้หอมจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ
อาคเนย์วางกระเป๋าลงแล้วหันไปหาตะวันที่กำลังถอดแจ็กเก็ตออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างใต้เสื้อยืดสีเข้มที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการเดินทาง “ผมจะนอนโซฟา ส่วนคุณก็นอนเตียงไป”
“ถ้าผมบอกว่าผมปวดหลังจากการขับรถพาคุณมาทั้งวันล่ะ?” ตะวันหันกลับมา แววตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของอาคเนย์ ความใกล้ชิดในพื้นที่จำกัดทำให้ลมหายใจของสถาปนิกหนุ่มสะดุด
“งั้นเราก็ต่างคนต่างไปหาที่นอนใหม่” อาคเนย์พยายามเลี่ยงที่จะไม่สบตา
“รินรดาเป็นคนจองที่นี่ไว้ให้... และผมคิดว่าเธอคงรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้” ตะวันก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนอาคเนย์สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างของอีกฝ่าย “หรือว่าคุณกลัว? กลัวว่าถ้าต้องนอนเตียงเดียวกัน คุณจะคุมตัวเองไม่ได้เหมือนที่ชอบสั่งให้ผมคุมงาน?”
อาคเนย์แค่นยิ้มหยัน พลางก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังติดกับผนังไม้ “คุณสำคัญตัวผิดไปหน่อยครับคุณตะวัน ผมไม่มีวันเสียการควบคุมเพียงเพราะต้องนอนกับคนปากเสียหรอก”
ตะวันยกมือขึ้นทาบกับผนังข้างหัวของอาคเนย์ ขังร่างของสถาปนิกหนุ่มไว้ระหว่างเขากับกำแพง กลิ่นอายของผู้ชายสายลุยที่อาคเนย์แอบเกลียดแอบชอบมันกำลังเล่นงานสติสัมปชัญญะของเขาอย่างหนัก
“งั้นก็พิสูจน์สิครับ” ตะวันก้มลงกระซิบข้างใบหู เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นประสาท “ว่าคนปากคอเราะร้ายอย่างคุณ... จะเก็บอาการได้นานแค่ไหนในคืนนี้”
อาคเนย์สูดหายใจลึก กำหมัดแน่นด้วยความสับสน ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเอ่ยปากโต้กลับ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นสามครั้ง ก่อนที่ลูกบิดประตูจะถูกบิดออกโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต
ร่างของรินรดาปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่มีเลศนัย ก่อนที่เธอจะหลีกทางให้ใครอีกคนที่เดินตามหลังเธอเข้ามา... คนที่ทำให้อาคเนย์หน้าถอดสีและตะวันชะงักไปทันที
“ขอโทษทีนะที่มาขัดจังหวะ แต่พอดีฉันพา ‘เจ้าของที่ดินตัวจริง’ มาทำความเข้าใจเรื่องสัญญากับพวกคุณน่ะ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่าแววตาที่มองอาคเนย์กลับมีความหมายแฝงที่หนักอึ้ง “หวังว่าคุณสองคนคงไม่ลืมนะว่า... หุ้นส่วนที่พวกคุณต้องดีลด้วยน่ะ เขาเกลียดการรอคอยที่สุด”
อาคเนย์มองบุคคลที่ก้าวเข้ามาในห้อง หัวใจเขาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือคนเดียวกับที่เขาพยายามหนีมาตลอดห้าปี... คนที่ถือสิทธิ์ขาดในทุกโครงการที่เขาสร้าง
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การดูวัสดุ แต่มันคือการเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาเพิ่งสร้างกำแพงกั้นไว้สำเร็จ แต่ตอนนี้... กำแพงนั้นกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
- แบล็กสมิธในตำนาน -
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 12
ทริปดูงานที่ไม่ได้ตั้งใจ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!