เสียงแก้ววิสกี้กระทบลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนดัง *“กริ๊ง”* แผ่วเบา ทว่ามันกลับบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวที่ควรจะเป็นเซฟโซน ปราศจากสายตาผู้คน
“ดื่มอีกแก้วไหมครับ คุณสถาปนิกผู้ไม่เคยทำอะไรพลาด”
ตะวันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือความเย้าแหย่ตามประสาคนกวนประสาท แต่ดวงตาสีเข้มภายใต้แสงไฟสลัวกลับไม่ได้ยิ้มตามริมฝีปาก วิศวกรหนุ่มร่างสูงโปร่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ มือหนาวางแก้วเครื่องดื่มสีอำพันลงโดยไม่ละสายตาไปจากร่างของอาคเนย์ที่ยืนหันหลังให้อยู่ริมกระจกบานใหญ่
อาคเนย์ยังคงนิ่งเงียบ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะขอบแก้วในมือเบาๆ เป็นจังหวะ หัวใจของเขากำลังเต้นรัวด้วยจังหวะที่ควบคุมไม่ได้—มันคือความรู้สึกที่สถาปนิกหนุ่มเกลียดที่สุด การสูญเสียการควบคุม
โปรเจกต์รีสอร์ตริมผาของรินรดาไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือสนามประลองที่ขุดคุ้ยเอาความล้มเหลวฝังรากลึกในอดีตขึ้นมาประจานเขาอีกครั้ง ความผิดพลาดเมื่อสามปีก่อนที่ทำให้อาคารโครงสร้างเหล็กพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ภาพของเศษซากปรักหักพังและเสียงวิจารณ์ที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรี ยังคงตามหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืนเสมอ
“เก็บคำเหน็บแนมของคุณไว้ใช้หน้างานเถอะครับ ตะวัน” อาคเนย์หมุนตัวกลับมา น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนื่อยล้าที่ปกปิดไม่มิด “ผมไม่ได้มีอารมณ์มาต่อปากต่อคำด้วยในคืนนี้”
“เหรอครับ?” ตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อยโดยเว้นระยะห่างเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายความเป็นชายผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส “แต่ผมว่าคุณกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง... หนีแม้กระทั่งเงาตัวเองในกระจกนั่น”
“ผมไม่ได้หนี”
“งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ” ตะวันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่มักจะฉายแววหยิ่งทะนงเสมอในยามปะทะคารม “ไอ้ความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ที่คุณใช้กดหัวคนอื่นในที่ประชุม มันหายไปไหนหมดล่ะครับตอนที่อยู่ต่อหน้าความจริงในอดีต?”
คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลสด อาคเนย์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พวยพุ่งขึ้นมาในอก ความกดดันตลอดสัปดาห์ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ และสายตาคาดหวังของทุกคน มันสะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงาน และตอนนี้... เหล้าดีกรีแรงคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเกินไปจนสติที่เคยคุมไว้เริ่มหลุดลอย
“คุณรู้อะไรไหม... ตะวัน” อาคเนย์หัวנסเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏบนเรียวปากหยัก “คนอย่างคุณน่ะ จะไปเข้าใจอะไร... คุณมันเป็นพวกวิศวกรสายลุย ทำงานตามตำรา คิดแค่ว่าโครงสร้างรับน้ำหนักได้ก็จบ ไม่เคยรู้หรอกว่าความรับผิดชอบที่แบกอยู่บนบ่ามันหนักแค่ไหน... ถ้ามันพังลงมา ชีวิตคนมันไม่ได้สร้างใหม่ได้ง่ายๆ เหมือนแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ของคุณนะ!”
น้ำเสียงที่ปกติจะนุ่มนวลและเยือกเย็น บัดนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้น ตะวันชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายจากใบหน้าคมคาย วิศวกรหนุ่มไม่ได้โต้เถียงกลับทันทีอย่างที่ควรจะเป็น นัยน์ตาคู่คมจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้น
“ผมไม่เข้าใจเหรอครับ อาคเนย์...” ตะวันทวนคำ เสียงทุ้มต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “คุณคิดว่าผมไม่เคยพลาดเลยหรือไง? คุณคิดว่าผมไม่เคยโดนคนอื่นเหยียบย่ำความสามารถ จนเกือบจะเลิกอาชีพนี้ไปแล้วหรือไง?”
อาคเนย์ชะงัก ดวงตากลมโตมองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ตะวันยอมเปิดเผยมุมเปราะบางออกมาให้เห็น ท่าทีแข็งกร้าวและมาดมั่นที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่แบกรับบาดแผลในอดีตไว้ไม่ต่างกัน
“ผมเคยคำนวณพลาด... ในโปรเจกต์แรกหลังจากผมเรียนจบ” ตะวันก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนอาคเนย์สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย “ความประมาททำให้คานเหล็กรับน้ำหนักไม่ได้และทรุดตัวลง โชคดีที่ไม่มีใครตาย... แต่ผมโดนตราหน้าว่าเป็นไอ้เด็กอวดดีที่ทำลายความฝันของคนอื่น และโดนไล่ออกอย่างไม่เป็นท่า”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่สะท้อนก้องในความสลัว
“ผมเข้าใจคุณดีกว่าที่คุณคิด อาคเนย์” ตะวันพูดต่อ น้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างไร้รอยยล “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเกลียดเวลาเห็นคุณแบกทุกอย่างไว้คนเดียว... คุณกลัวความผิดพลาด จนไม่กล้าแม้แต่จะเชื่อใจใคร แม้แต่กระทั่งตัวผมเอง”
ปลายนิ้วอุ่นของตะวันเอื้อมขึ้นแตะที่ขอบแก้วในมืออาคเนย์ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมันออกแล้ววางลงบนโต๊ะข้างๆ อย่างแผ่วเบา โดยที่สายตายังคงประสานกับดวงตาคู่สวยที่ไม่ยอมหลบหนี ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนหัวใจของสถาปนิกหนุ่มเต้นระรัวราวกับกลองเพล
“ตะวัน... คุณ...”
อาคเนย์กำลังจะเอ่ยท้วง แต่คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปเมื่อมือหนาของวิศวกรหนุ่มเลื่อนขึ้นมาประคองข้างแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้เบาๆ บนโหนกแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“เลิกทำตัวเป็นกำแพงสูงเสียดฟ้าสักทีได้ไหมครับ...” ตะวันกระซิบชิดริมฝีปาก เสียงทุ้มพร่าต่ำจนสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ “ปล่อยให้คนอื่นได้ช่วยแบกรับมันบ้าง... เถอะนะ อาคเนย์”
ดวงตาของอาคเนย์ไหววับ ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีพังทลายลงในพริบตา เคมีที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรงภายใต้ความเงียบงันและค่ำคืนอันยาวนาน ทำให้สถาปนิกปากจัดผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครถึงกับพูดไม่ออก ร่างกายพ่ายแพ้ต่อสัมผัสอันอบอุ่นและสายตาที่เว้าวอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เขากำลังจะเอ่ยปากตอบรับหรือผลักไส... แต่ยังไม่ทันที่ริมฝีปากจะได้ขยับ
*“กริ๊กล็อก!”*
เสียงปลดล็อกประตูห้องทำงานดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างของรินรดาที่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ พร้อมแฟ้มเอกสารในมือและรอยยิ้มกว้าง
“อาคเนย์ ตะวัน ฉันเพิ่งได้แบบแปลนใหม่จาก...”
รินรดาชะงักกึกทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—สถาปนิกหนุ่มคนเก่งกำลังถูกวิศวกรหนุ่มร่างสูงโอบประคองใบหน้าไว้ในระยะประชิด ชนิดที่ว่าห่างกันไม่ถึงเซนติเมตร!
—————————————————————————————
ติดตามตอนต่อไปใน "เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย" ตอนที่ 15 นะครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสนับสนุนผลงานชิ้นนี้ด้วยนะครับ
เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย•ตอนที่ 14
ความจริงหลังเหล้าเข้าปาก
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนที่ไม่มีจริงของสถาปนิกปากคอเราะร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!