“คุณกำลังบอกว่า... ข้อมูลในแฟ้มนี้เป็นของปลอม หรือว่าสิ่งที่ผมกำลังเห็นอยู่คือเรื่องจริงกันแน่ครับ?”
ธันวาเอ่ยถามพลางวางนิ้วเรียวยาวสั่นเทาลงบนเอกสารแผ่นเหลืองกรอบ เสียงของเขาแหบพร่าแต่นิ่งสนิท ราวกับเข็มนาฬิกาที่หยุดเดินกะทันหันกลางจังหวะเดินเครื่อง
ลินินไม่ตอบ เธอเพียงแต่ก้มหน้ามองตัวอักษรพิมพ์ดีดจางๆ บนกระดาษทะเบียนราษฎร์ฉบับที่เพิ่งคัดลอกออกมาจากหอจดหมายเหตุเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แสงไฟนีออนในห้องทำงานเล็กๆ ของธันวาดูจะกะพริบถี่ขึ้นตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งคู่ กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับบรรยากาศกำลังบีบคั้นให้ความลับที่ถูกฝังกลบมานานกว่าสองทศวรรษต้องคายตัวออกมา
“พ่อของฉัน... ไม่ได้หายสาบสูญไปในเหตุการณ์ตึกถล่มที่แม่เคยบอกไว้” ลินินเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยสดใสของเธอเวลานี้กลับว่างเปล่าและคมกริบ “มีการต่ออายุบัตรประชาชนเมื่อห้าปีที่แล้ว และที่สำคัญที่สุด... มีการโอนเงินเข้าบัญชีทุกวันที่สิบห้าของเดือน สถานที่ทำธุรกรรมคือหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดติดชายแดน”
ธันวาขยับแว่นสายตา มองรายละเอียดในเอกสารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเป็นคนถนัดงานละเอียด การซ่อมกลไกนาฬิกาที่ซับซ้อนทำให้เขาชินกับการมองหา 'จุดบกพร่อง' ในระบบที่ดูสมบูรณ์แบบ ทว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นตอนนี้ไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แต่มันคือการวางโครงสร้างลวงโลกที่แนบเนียนที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา
“ถ้าเขายังอยู่ ทำไมต้องหนี? ทำไมต้องทิ้งให้คุณจมอยู่กับความทรงจำที่บิดเบี้ยวมาตลอดยี่สิบปี?” ธันวาตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในแววตากลับฉายความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ใต้ความเยือกเย็น “คนที่รักลูกจริง จะไม่มีวันปล่อยให้ลูกสาวตัวเองตามหาความตายของเขาในกองซากปรักหักพังที่ไม่มีอยู่จริง”
ลินินลุกขึ้นยืนกะทันหัน เก้าอี้ไม้กระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังความมืดมิดของยามค่ำคืนข้างนอกนั่น ความเงียบปกคลุมห้องทำงานไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงติ๊ก... ติ๊ก... ของนาฬิกาแขวนผนังนับสิบเรือนที่เดินไม่พร้อมกันราวกับกำลังเต้นระบำอยู่ในความสับสน
“ฉันอาจจะไม่ได้กำลังตามหาพ่อ” ลินินพึมพำ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว “ฉันอาจจะกำลังตามหา ‘ศัตรู’ ที่ฉันเรียกเขาว่าพ่อมาตลอดชีวิตก็ได้”
ธันวาลุกขึ้นตามไปยืนข้างหลังเธอ แม้จะไม่ได้สัมผัสตัว แต่ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบก็เพียงพอที่จะรับรู้ได้ถึงความสั่นสะเทือนในตัวหญิงสาว เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ได้รับมาจากมรดกของพ่อเขาเองขึ้นมาเปิดดูหน้าสุดท้าย มันเป็นหน้าว่างที่เขาเคยคิดว่าไม่มีอะไร แต่วันนี้... เมื่อแสงไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงานส่องกระทบในมุมที่พอเหมาะ เขากลับเห็นรอยกดทับของตัวเลขชุดหนึ่งที่เลือนรางอยู่บนหน้ากระดาษ
มันคือเลขพิกัด... และมันตรงกับที่อยู่ปลายทางในทะเบียนราษฎร์ของพ่อลินินอย่างน่าขนลุก
“ลินิน ฟังผมนะ” ธันวาหมุนตัวเธอให้หันกลับมาเผชิญหน้า มือของเขาจับไหล่เธอไว้แน่น “เราไม่ได้กำลังเดินเข้าหาความจริงแบบคนทั่วไปหรอก สิ่งที่เรากำลังทำคือการดึงเข็มนาฬิกาที่ตายแล้วให้หมุนกลับไปหาช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ถ้าเราก้าวพลาด เราอาจจะไม่ได้แค่สูญเสียข้อมูล แต่เราอาจจะไม่ได้กลับออกมาจากหมู่บ้านนั้นเลย”
หญิงสาวเงยหน้าสบตากับเขา แววตาของเธอยังคงรวนเร แต่ความเจ็บปวดที่สะสมมานานเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น “ฉันยอมแลกทุกอย่างเพื่อคำตอบนั้น ต่อให้จุดจบคือความเจ็บปวดที่มากกว่าเดิม ฉันก็พร้อมจะแบกรับมัน ธันวา... คุณจะไปกับฉันใช่ไหม?”
ธันวานิ่งไปครู่หนึ่ง คำถามนั้นเปรียบเสมือนเฟืองตัวสำคัญที่ตัดสินว่าชีวิตของเขาจะเดินไปในทิศทางไหน เขาไม่ได้รักความวุ่นวาย เขาเพียงแค่ต้องการรักษาอดีต แต่การได้เห็นลินินในวินาทีนี้ ทำให้เขาเข้าใจว่าบางครั้งการซ่อมแซมสิ่งที่พังทลายไม่ได้หมายถึงการประกอบคืนที่เดิม แต่มันคือการสร้างใหม่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
“ตราบใดที่นาฬิกาเรือนนี้ยังเดินอยู่ ผมจะอยู่ข้างคุณจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายครับ”
ทั้งคู่เตรียมตัวออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น ธันวาเก็บเครื่องมือซ่อมนาฬิกาใส่กระเป๋าหนังใบเก่ง พร้อมกับปืนสั้นที่เขาได้รับสืบทอดมาจากเหตุการณ์ในอดีตที่เขาไม่เคยอยากจะพูดถึง ทว่าในขณะที่เขากำลังจะปิดไฟห้องทำงาน เสียงเคาะประตูที่หน้าบ้านก็ดังขึ้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
มันเป็นจังหวะที่เชื่องช้า เยือกเย็น และหนักแน่นราวกับว่าผู้มาเยือนไม่ได้ตั้งใจจะมาหาคน แต่ตั้งใจมาเพื่อประกาศการมาถึงของความตาย
ธันวาส่งสัญญาณให้ลินินถอยไปอยู่ด้านหลัง เขาเดินไปที่ประตูด้วยฝีเท้าที่ไร้เสียง ก่อนจะค่อยๆ แง้มบานประตูออกเพียงนิดเดียว แสงไฟถนนส่องให้เห็นเงาร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดกันฝนสีซีด หมวกปีกกว้างบดบังใบหน้าจนมิดชิด ทว่าสิ่งที่ทำให้ธันวาต้องหยุดหายใจไม่ใช่รูปร่างของชายคนนั้น แต่มันคือสิ่งของที่ถืออยู่ในมือที่สั่นเทา
ในมือของคนแปลกหน้านั้น... คือนาฬิกาพกเรือนทองที่ธันวาจำได้แม่นว่ามันควรจะถูกฝังอยู่ใต้ดินพร้อมกับร่างของพ่อเขาเมื่อยี่สิบปีก่อน ชายชราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลึกที่พาดผ่านดวงตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำให้ธันวาต้องใจหายวาบ
“ส่งของที่พวกเธอมีมาให้ฉัน... ก่อนที่พวกเธอจะกลายเป็นเพียงเศษซากนาฬิกาที่ไม่มีใครต้องการในป่าแห่งนี้”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับมาด้วยกันในบทนี้ครับ
แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 13
เบาะแสจากทะเบียนราษฎร์
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!