"ถ้าคุณคิดว่ารอยหมึกบนกระดาษแผ่นนี้จะนำทางเราไปสู่คำตอบได้จริงๆ ทำไมมือของคุณถึงยังสั่นไม่หยุดตอนที่หยิบมันขึ้นมาล่ะครับ ลินิน?"
ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมอง กระแสเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าคมกริบพอจะตัดผ่านความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันจักรและโลหะเก่าๆ
ลินินชะงักมือที่กำลังพับแผนที่ผืนเก่าสีตุ่นๆ ลง เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด สายตาจดจ้องไปยังจุดเชื่อมต่อของรอยเส้นที่จางหายไปจนเกือบกลายเป็นสีเดียวกับเนื้อกระดาษ เธอไม่ได้ตอบทันที แต่เลือกที่จะวางแผนที่ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเขื่องอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ ความลับที่ซ่อนอยู่ในนั้นจะมลายหายไปในอากาศ
"เพราะฉันกลัวว่าถ้ามันนำทางเราไปถึงที่นั่น แล้วเรากลับไม่พบอะไรเลย... ธันวา" เธอเว้นจังหวะ เสียงแผ่วลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเฟืองนาฬิกาที่ยังคงทำงานเป็นจังหวะในห้อง "ฉันไม่อยากให้ความหวังที่ฉันเฝ้าประคองมาตลอดยี่สิบปี ต้องกลายเป็นแค่เศษซากปรักหักพังเหมือนนาฬิกาเรือนที่คุณชอบซ่อม"
ธันวาวางคีมเหล็กในมือลง เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง บิดข้อมือที่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง เขาเดินอ้อมโต๊ะไปหาหญิงสาว ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องใบหน้าที่ดูอ่อนล้าแต่แฝงไปด้วยความรั้นของลินิน "นาฬิกาที่พังพินาศ ต่อให้ชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง มันก็ยังคงบอกความจริงเรื่องเวลาเสมอครับ ความจริงไม่เคยสูญหายไปไหน มันแค่รอให้ใครสักคนอดทนพอที่จะประกอบมันกลับขึ้นมาใหม่"
เขาหยิบแผนที่ผืนนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ปลายนิ้วสัมผัสรอยยับย่นที่ดูเหมือนเส้นทางไปยังเมืองชายทะเลทางตอนใต้ ที่นั่นคือจุดสุดท้ายที่พยานคนสุดท้ายอ้างว่าเห็นรถของพ่อลินินมุ่งหน้าไป ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นปริศนา
"เราจะออกเดินทางคืนนี้" ธันวาตัดสินใจในทันที
"ตอนนี้เนี่ยนะ?" ลินินเลิกคิ้ว สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
"ครับ ความมืดจะช่วยพรางสายตาจากคนที่ไม่อยากให้เราไปถึงที่นั่น และที่สำคัญ..." ธันวาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น กลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องจากตัวเขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของลินินอย่างประหลาด "แผนที่เลือนรางใบนี้ไม่ได้บอกแค่เส้นทาง แต่มันกำลังบอกผมว่า เราไม่ได้กำลังเดินทางไปหาความจริงเพียงลำพัง แต่มีบางอย่างกำลังรอให้เราไปเผชิญหน้าอยู่ที่ปลายทางนั่น"
ลินินมองธันวาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เธอสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นในดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่ความเห็นใจ แต่เป็นพันธสัญญาบางอย่างที่เขาให้ไว้กับเธอโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำ
รถยนต์คันเก่าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงท่ามกลางความมืดมิดของคืนเดือนดับ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มเป็นจังหวะที่น่าหงุดหงิดสำหรับคนปกติ แต่สำหรับธันวา มันคือเสียงดนตรีที่เตือนสติว่าพวกเขาได้ทิ้งชีวิตเดิมไว้เบื้องหลังแล้ว
ตลอดระยะทางการเดินทางที่ยาวไกล ลินินนั่งกอดแผนที่ไว้แนบอก เธอเฝ้ามองเงาไม้ข้างทางที่เต้นระบำภายใต้แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปไม่ถึงไหน เธอรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ปากทางของอุโมงค์ที่ไม่มีวันจบสิ้น
"คุณเคยเสียใจไหม ธันวา?" ลินินทำลายความเงียบขึ้นมาหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง "ที่ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้"
ธันวาจับพวงมาลัยแน่นขึ้น สายตามองตรงไปบนถนนที่ว่างเปล่า "โลกนี้เต็มไปด้วยกลไกที่ซับซ้อนครับลินิน แต่มันจะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อทุกฟันเฟืองทำหน้าที่ของมันอย่างไม่บิดเบือน ผมเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงยอมแตกสลายเพื่อรักษาความทรงจำที่ไม่มีอยู่จริง"
เมื่อเข้าใกล้เขตชายทะเล กลิ่นไอเค็มของทะเลเริ่มปะทะกับสายลมที่พัดผ่านกระจกหน้าต่าง ความมืดของท้องทะเลเบื้องหน้าดูน่าสะพรึงกลัวมากกว่าที่คิด มันไม่มีแสงไฟจากเมืองสว่างไสวอย่างที่ควรจะเป็น ทุกอย่างเงียบเชียบ ราวกับเมืองแห่งนี้ถูกสาปให้หายไปจากแผนที่โลก
"เลี้ยวขวาที่หน้าผานั่น" ลินินชี้มือไปตามลายแทง
ธันวาหักพวงมาลัยตามคำบอก ทันใดนั้น รถของเขาก็เบรกกะทันหันจนตัวรถไถลไปกับพื้นกรวด เสียงยางบดถนนดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่งสนิท
"นั่นอะไร..." ลินินอุทานด้วยเสียงสั่นเครือ
เบื้องหน้าของพวกเขา ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร มีรถยนต์คันหนึ่งจอดขวางทางอยู่ สภาพของมันดูราวกับผ่านการถูกบดขยี้จากแรงกระแทกมหาศาล กระจกหน้าแตกละเอียดราวกับใยแมงมุม และที่น่าขนลุกที่สุดคือ... แผ่นป้ายทะเบียนของรถคันนั้น มันเป็นตัวเลขชุดเดียวกับที่สลักอยู่หลังนาฬิกาเรือนเก่าของพ่อลินินที่หายไป
ธันวาลดกระจกลง กลิ่นคาวสนิมเหล็กโชยมากับลมทะเล เขามองผ่านความมืดไปที่เบาะคนขับของรถคันนั้น ก่อนจะหันมามองลินินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"อย่าเพิ่งลงไป" ธันวาสั่งเสียงเข้ม ขณะที่เขากำลังจะคว้าไฟฉาย ร่างหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากความมืดหลังรถคันนั้น พร้อมกับเงาที่ยาวเหยียดทาบทับลงมาบนรถของพวกเขา
ชายแปลกหน้าในชุดกันฝนสีเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าแสงไฟหน้ารถของเรา เขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่ในมือเขากลับถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่งที่คุ้นตา มันเป็นเรือนเดียวกับที่พ่อของลินินเคยพกติดตัวก่อนหายตัวไป
"พวกคุณมาสายไปยี่สิบปี" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น ก่อนจะก้าวถอยหลังลงไปในความมืดมิดของหน้าผาที่เบื้องล่างคือคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำทิ้งให้ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจที่สุด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับมาด้วยกันในบทนี้ครับ
แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 14
แผนที่ที่เลือนราง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!