“หยุดรถตรงนี้ครับลินิน”
น้ำเสียงของธันวาราบเรียบ ทว่าสั่นพร่าอย่างไม่อาจซ่อนเร้น เขาไม่ได้หันไปมองหญิงสาวข้างกาย แต่สายตาจดจ้องไปยังรั้วไม้สีขาวที่หลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้ผุพังเบื้องหน้า—สถานที่ที่เขาเคยเรียกมันว่า ‘บ้าน’ มาตลอดสิบห้าปี ก่อนที่ความลับจะพรากทุกอย่างไปจากเขาจนหมดสิ้น
ลินินเหยียบคันเร่งจนรถหยุดกะทันหัน เธอหันมามองชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล มือเรียวบางของเธอเอื้อมไปแตะท่อนแขนเขาเบาๆ ทว่าธันวากลับชักแขนหนีราวกับถูกไฟลวก
“เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปข้างในจริงๆ หรือคะ... เอ้อ ขอโทษค่ะ ฉันลืมตัวไป” ลินินรีบแก้คำพูดเมื่อเห็นแววตาตำหนิของธันวา
“ผมไม่ได้จะเข้าไป” ธันวาตอบพลางบีบพวงมาลัยรถจนข้อนิ้วขาวซีด “ผมแค่จะกลับมาดูว่า... กลิ่นคาวเลือดที่ผมจำได้ฝังใจ มันยังหลงเหลืออยู่ในอากาศที่นี่บ้างไหม”
คำพูดของเขาไม่ใช่เรื่องตลก ลินินสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม ธันวาในยามนี้ต่างจากนักซ่อมนาฬิกาที่สุขุมเยือกเย็นคนเดิม เขาดูเหมือนคนที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวที่พร้อมจะร่วงหล่นลงไปในเหวแห่งอดีตได้ทุกเมื่อ
บรรยากาศในรถเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของลินินเต้นกระหน่ำ สายตาของเธอทอดมองผ่านกระจกหน้าไปยังบ้านไม้สองชั้นที่ดูทรุดโทรม กิ่งไม้แห้งขวิดกรายเข้ามาใกล้ราวกับมือที่พยายามจะฉุดกระชากผู้มาเยือนให้จมหายไปกับความเงียบงัน
“ตอนที่พ่อฉันหายตัวไป...” ลินินทำลายความเงียบขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วเบา “เขาบอกว่าเขาจะกลับมาภายในมื้อค่ำของวันนั้น แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมามีเพียงนาฬิกาเรือนหนึ่งที่หยุดเดินไปแล้ว... ธันวาคะ นาฬิกาเรือนนั้น คุณเป็นคนซ่อมมันให้ฉันไม่ใช่หรือคะ?”
ธันวาหลับตาลงแน่น พลันภาพเหตุการณ์ในวันนั้นก็ฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพ กลิ่นน้ำมันเครื่องผสมปนเปกับกลิ่นดินฝนที่ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ ทุกครั้งที่เขาสัมผัสฟันเฟืองนาฬิกา เขามักจะเห็นใบหน้าของผู้เป็นพ่อที่นอนจมกองเลือดอยู่กลางห้องนั่งเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ
“ผมซ่อมมันให้คุณ... แต่ผมไม่เคยบอกคุณใช่ไหม ว่าทำไมมันถึงหยุดเดินที่เวลาเที่ยงคืนตรง” ธันวาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำและเย็นเยียบ “เพราะนาฬิกาเรือนนั้นไม่ได้เสีย มันแค่รอให้บางอย่างจบสิ้นลงต่างหาก”
เขาก้าวลงจากรถโดยไม่รอฟังคำทัดทาน รองเท้าบูทของเขาเหยียบลงบนเศษใบไม้แห้งกรอบเกิดเป็นเสียงดังลั่นท่ามกลางความเงียบสงัด ธันวาเดินตรงไปยังประตูรั้วที่ผูกด้วยลวดหนามสนิมเขรอะ เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับรูปปั้นที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยความแค้นและความโหยหา
ลินินก้าวตามลงมา เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นดิน พื้นที่แห่งนี้มีบางอย่างที่ผิดปกติ... มันไม่ใช่แค่บ้านร้าง แต่มันคือสุสานของความลับที่รอการขุดคุ้ย
“ธันวา... อย่าเข้าไปนะ” ลินินร้องเตือนเมื่อเห็นเขาง้างมือจะพังประตูรั้ว
“คุณอยากรู้ไม่ใช่หรือไง ว่าทำไมพ่อของคุณถึงทิ้งคุณไป” ธันวาหันกลับมามองเธอ ใบหน้าของเขาดูแหลมคมราวกับมีดโกนในยามต้องแสงตะวันอ่อนๆ ที่กำลังจะลับขอบฟ้า “ความจริงมันไม่ได้ถูกฝังอยู่ในป่าลึก แต่มันถูกกักขังไว้ใต้พื้นกระดานห้องนั่งเล่นในบ้านหลังนี้ต่างหาก”
เขากระชากลวดหนามออกด้วยมือเปล่า เลือดสีแดงสดซึมออกมาจากฝ่ามือทว่าธันวากลับไม่แสดงความรู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย เขาผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหูจนเปิดออก
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังแว่วมาจากภายในบ้าน... เสียงกริ๊ก... กริ๊ก... ของกลไกนาฬิกาที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านหลังนี้ถูกตัดไฟและไม่มีใครอาศัยอยู่มานานนับทศวรรษ
ธันวาชะงักฝีเท้า ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวกลายเป็นความหวาดหวั่นอย่างประหลาด เขาค่อยๆ หันไปมองที่หน้าต่างบานหนึ่ง ซึ่งบัดนี้มีเงาของใครบางคนยืนจ้องมองลงมาจากชั้นสอง
เป็นเงาที่คุ้นตาเหลือเกิน... เงาของผู้ชายที่ควรจะตายไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน
“พ่อ?” ลินินอุทานออกมาเบาๆ มือของเธอยกขึ้นปิดปากด้วยความสั่นเทา
ในวินาทีนั้นเอง ประตูบ้านที่ดูเหมือนจะพังทลายอยู่แล้วกลับถูกเปิดออกด้วยฝีมือของใครบางคนที่ยืนรออยู่ด้านใน ธันวาขยับถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่ทว่ามีมือที่เหี่ยวย่นและเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของเขาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกที่ข้างหู
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เจ้าลูกศิษย์ทรยศ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับมาด้วยกันในบทนี้ครับ
แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 15
กลิ่นอายของบ้านเกิด
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!