"คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่า ธันวา"
น้ำเสียงของลินินเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่บาดลึกลงไปในโสตประสาทของคนบนเตียงผู้ป่วย ชายหนุ่มที่เพิ่งลืมตาตื่นจากความมืดมิดอันยาวนานขยับตัวด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกปวดร้าวเหมือนถูกคีมเหล็กบีบอัดไปทั่วร่างยังคงเด่นชัด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกว่างเปล่าในดวงตาของหญิงสาวตรงหน้า
ธันวาเม้มริมฝีปากที่แห้งผาก เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กวาดสายตามองไปยังมือของตัวเอง—มือที่ครั้งหนึ่งเคยชำนาญในการซ่อมกลไกนาฬิกาที่ละเอียดอ่อน บัดนี้กลับมีเพียงรอยแผลเป็นทางยาวที่พาดผ่านหลังมือ ราวกับบันทึกการเดินทางที่เกือบจะจบลงในกองเพลิงเมื่อคราวนั้น
"ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ผมตามหาอีกต่อไปแล้ว ลินิน" ธันวาเอ่ยเสียงแหบพร่า สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักฟื้นที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย แทนที่จะเป็นวิวทิวทัศน์ของเมือง เขากลับเห็นเพียงเงาไม้ที่ไหวเอนราวกับกำลังเต้นรำไปตามจังหวะของชีวิตที่ไร้จุดหมาย "ผมเหนื่อยกับการพยายามซ่อมสิ่งที่พังไปแล้ว... ทั้งนาฬิกา และทั้งชีวิตของตัวเอง"
ลินินวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียง เสียงกระทบเบาๆ ของแก้วกับพื้นผิวไม้ช่างฟังดูบาดใจกว่าเสียงระเบิดใดๆ ที่เขาสัมผัสมา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่เธอใช้เฝ้าไข้เขาตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมา ดวงตาของเธอยังคงแดงก่ำ ทว่าท่าทีกลับแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ถ้าคุณทิ้งชีวิตที่พังทลายนี้ไป คุณจะเอาอะไรไปแลกกับสิ่งที่คุณสูญเสียไปล่ะ?" ลินินโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่เธอชอบใช้โชยแตะจมูก "พ่อของฉันหายไปยี่สิบปี ฉันตามหาเขาเหมือนคนบ้า ในขณะที่คุณเอาแต่ขังตัวเองอยู่กับนาฬิกาตายๆ พวกนั้น คุณคิดว่าเราต่างกันตรงไหนหรือเปล่า?"
ธันวาหันกลับมามองเธอ ดวงตาที่เคยขุ่นมัวด้วยความอาลัยอาวรณ์บัดนี้เริ่มมีความคมชัดขึ้นมาบ้าง เขาเห็นความสั่นไหวในม่านตาของลินิน เห็นความหวังที่ริบหรี่แต่ยังไม่ยอมดับสูญ การเผชิญหน้าในครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะด้วยอารมณ์ แต่มันคือการปะทะกันของความจริงสองโลกที่พยายามจะบรรจบกัน
"ผมเคยคิดว่ารอยแผลเป็นคือเครื่องเตือนใจว่าผมล้มเหลวแค่ไหน" ธันวายกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลบนหลังมือเบาๆ "แต่ตอนนี้... ผมเริ่มมองเห็นว่ามันเป็นแค่รอยต่อของโลหะที่ถูกหลอมใหม่ มันอาจไม่สวยงามเท่าของเดิม แต่มันแข็งแรงพอที่จะยึดโครงสร้างที่เหลือไว้ได้"
"สวยหรูดีนี่คะ... เอ่อ ผมหมายถึง มันฟังดูดี" ลินินแค่นยิ้มที่มุมปาก "แต่ชีวิตจริงมันไม่มีช่างซ่อมนาฬิกาคนไหนมาคอยขันน็อตให้หรอกนะธันวา ถ้าคุณอยากมีชีวิตอยู่ต่อ คุณต้องเลิกมองหาอดีตที่ปลายเข็มวินาที แล้วหันมามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า... สิ่งที่อาจจะกำลังจะแตกสลายไปตลอดกาล"
ธันวานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่าหัวใจไม่ได้เต้นเพื่อรอคอยความตาย แต่มันเต้นเพื่อรับรู้ถึงลมหายใจเข้าออก เขามองเห็นลินินในมุมใหม่ ไม่ใช่ในฐานะคู่คิดที่จมอยู่ในความทุกข์เหมือนกัน แต่เป็นผู้หญิงที่พยายามจะประคองตัวเขาไว้ท่ามกลางพายุที่ยังไม่สงบ
"ผมจะช่วยคุณ ลินิน" ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่กดทับ "ไม่ใช่นาฬิกาเรือนไหนที่คุณพ่อของคุณทิ้งไว้ แต่เป็นเรื่องราวที่หายไปในคืนนั้น... ผมพร้อมที่จะเปิดมันดูแล้ว แม้ว่าความจริงข้างในจะทำให้เราทั้งคู่แตกสลายก็ตาม"
ลินินนิ่งไป แววตาของเธอเปลี่ยนจากความโกรธเคืองเป็นความตกใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจที่ถาโถมเข้ามา เธอสูดหายใจเข้าลึกราวกับจะกลั้นก้อนสะอื้นที่ติดอยู่ในลำคอ
"ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็มีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกคุณ" ลินินพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังเก่าคร่ำครึออกมาจากกระเป๋าถือของเธอ "ในวันที่คุณเข้าโรงพยาบาล มีคนส่งพัสดุชิ้นนี้มาให้ที่หน้าประตูบ้านของคุณ... เขาไม่ได้บอกชื่อ แต่บนซองพัสดุมีตราประทับรูปเข็มนาฬิกาที่หักครึ่ง ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่คุณเคยบอกว่า... มันคือสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่ลักพาตัวพ่อฉันไป"
ธันวามองสมุดเล่มนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว รอยแผลเป็นบนมือของเขาดูราวกับจะเต้นตุบๆ ตามจังหวะของความตื่นตระหนก เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาส่งไปรับสมุดเล่มนั้นมาเปิดออก
ทันทีที่หน้าแรกถูกพลิกเปิด กลิ่นอายของความทรงจำและกลิ่นจางๆ ของน้ำมันเครื่องที่เขาคุ้นเคยก็โชยออกมา แต่สิ่งที่ทำเอาเขาสะอึกจนพูดไม่ออกไม่ใช่เนื้อหาข้างใน หากแต่เป็นภาพถ่ายที่แนบอยู่หน้าสุดท้าย—มันเป็นภาพถ่ายของเขาเองในวัยเด็กที่กำลังถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่ง และด้านหลังของภาพถ่ายนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ดีเสียยิ่งกว่าลายมือตัวเองว่ามันคือลายมือของใคร
*'แด่ผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง... ถึงเวลาที่คุณต้องกลับมาซ่อมแซมความผิดพลาดของพ่อเสียที ธันวา'*
ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีการเคาะ ชายชุดดำสองคนในชุดสูทเรียบกริบก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจสายตาที่ตกตะลึงของลินิน คนหนึ่งในนั้นยื่นนามบัตรสีดำสนิทที่มีเพียงสัญลักษณ์นาฬิกาหักครึ่งประทับอยู่กลางใบให้ธันวา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าขนลุก
"คุณพ่อของคุณรอพบคุณอยู่ครับ... ในสถานที่ที่เวลาไม่มีวันเดินหน้าต่อไปได้อีก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนะครับ - แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 32
รอยแผลเป็นที่จางลง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!