"ผมไม่เคยบอกคุณใช่ไหมล่ะ ว่านาฬิกาเรือนที่พ่อทิ้งไว้ให้ มันตายไปตั้งแต่วินาทีที่ท่านสิ้นลม..."
ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของสุสานเก่าแก่ เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยขณะวางช่อดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ลงบนแผ่นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ ป้ายหลุมศพสลักชื่อชายผู้เป็นทั้งต้นกำเนิดและปมขัดแย้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาเอาไว้ด้วยตัวอักษรที่เริ่มเลือนรางตามกาลเวลา
ลินินยืนอยู่เคียงข้างเธอไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่บีบมือของเขาไว้เบาๆ ให้กำลังใจในความเงียบที่หนักอึ้งพอๆ กับภูเขาทั้งลูกที่เขากำลังแบกรับอยู่ในอก
"คุณเคยบอกว่า ช่างนาฬิกาที่ดีต้องรู้วิธีปล่อยให้กลไกมันหยุดเดินเมื่อถึงเวลา..." ลินินกระซิบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราวกับสายน้ำ "แต่ดูเหมือนคุณจะพยายามไขลานอดีตที่พังทลายนี้มาตลอด ยี่สิบปีเลยนะธันวา"
ชายหนุ่มแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินบรรยาย เขาคุกเข่าลงกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้น มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทำงานช่างจับไปที่แผ่นหินเย็นเยียบนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าที่ไม่มีวันเติมเต็ม ความรู้สึกผิดที่เขาสั่งสมมาตลอดสองทศวรรษว่าเขาคือต้นเหตุที่ทำให้พ่อต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวในวันที่เขาเลือกจะหันหลังเดินออกจากบ้าน
"ผมโกรธท่านมาตลอดที่ท่านไม่เคยอธิบายอะไรเลย" ธันวากล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในความว่างเปล่า "ผมคิดว่าถ้าผมซ่อมนาฬิกาทุกเรือนในโลกนี้ได้ วันหนึ่งผมจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขนาฬิกาเรือนที่หยุดเดินในใจผมได้... แต่เพิ่งจะมาถึงบางอ้อวันนี้เองว่า นาฬิกามันไม่ได้พัง มันแค่ทำหน้าที่ของมันจบลงแล้ว และผมต่างหากที่ยังคงฝืนเดินอยู่ในเวลาของคนตาย"
เขาหลับตาลง หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานไหลรินผ่านแก้มที่สากระคาย นี่ไม่ใช่ความโศกเศร้าที่กรีดร้อง แต่มันคือความรู้สึกของการปลดเปลื้องที่รุนแรงจนหน้าอกของเขาแทบจะแตกสลาย
"พ่อครับ..." เขาเรียกเบาๆ เสียงขาดห้วง "ผมให้อภัยท่านแล้วนะ... และที่สำคัญกว่านั้น ผมจะขอโทษตัวเองที่ขังตัวเองไว้กับความรู้สึกผิดนี้มานานเกินไปเสียที"
ทันใดนั้น ลมพัดแรงกรรโชกจนใบไม้แห้งกรอบรอบบริเวณส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคย ลินินขยับตัวเข้าใกล้เขามากขึ้นพลางเหลือบมองไปที่ทางเข้าสุสาน เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
"ธันวา..." เธอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มันมีความตื่นตระหนกและความสับสนเจือปนอยู่
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากแผ่นหิน เขาหันไปมองตามสายตาของลินิน และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายชราผู้หนึ่งในชุดสูทสีเข้มที่ดูเก่าคร่ำคร่ากำลังยืนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ใบหน้าของเขามีร่องรอยแห่งกาลเวลาที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบ ไม่ใช่การปรากฏตัวของคนแปลกหน้า แต่เป็นของชิ้นหนึ่งในมือของชายชราคนนั้น
นาฬิกาพกสีเงินที่มีรอยบุบตรงฝาครอบ... เรือนเดียวกับที่ธันวาจำได้แม่นยำว่าเป็นของพ่อของเขา และมันควรจะถูกฝังอยู่ในโลงศพนี้ไปพร้อมกับร่างของท่านเมื่อยี่สิบปีก่อน
ชายชราผู้นั้นค่อยๆ กดปุ่มเปิดฝานาฬิกา เสียง 'ติ๊ก... ติ๊ก...' ของเข็มวินาทีที่ควรจะหยุดนิ่งไปชั่วกัลปาวสาน กลับดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบของสุสานอย่างชัดเจน ราวกับมันกำลังนับถอยหลังไปสู่บางสิ่งที่เลวร้ายกว่าความตาย
"คุณคิดว่าการให้อภัยตัวเองจะลบหนี้ที่พ่อคุณทิ้งไว้ได้งั้นหรือ?" ชายชราเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับมาจากหลุมศพ "ธันวา... ทุกอย่างที่เจ้าเห็นมาตลอดชีวิต เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในแผนการที่ใหญ่กว่านั้นมาก"
ธันวาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ความสับสนถาโถมเข้าใส่จนเขาทรงตัวไม่อยู่ ความลับที่เขาพยายามไขว่คว้ามาตลอดชีวิตดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงแค่กับดักมรณะที่รอเวลาเปิดเผยในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเดินต่อไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้มาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนะครับ - แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 33
การให้อภัยตัวเอง
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!