กล่องกระดาษลูกฟูกขนาดกลางถูกปิดทับด้วยเทปกาวสีน้ำตาลจนแน่นหนา เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรมการตัดขาดจากอดีตที่กินเวลามานานร่วมสัปดาห์ ลินินยืนมองห้องเช่าคับแคบในย่านชานเมืองที่หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า กลิ่นอัปของกระดาษเก่าและคราบหยาดน้ำตาจางหายไป เหลือไว้เพียงฝุ่นผงที่ลอยวนตามแรงลมซึ่งลอดผ่านบานหน้าต่างที่ไม่ได้ลงกลอน
"ถ้ายังยืนกอดอกทำหน้าเป็นปลาทูแม่กลองแบบนั้น รถบรรทุกย้ายของคงวิ่งหนีไปก่อนที่คุณจะได้ขึ้นไปนั่ง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ติดจะหงุดหงิดนิดๆ ดังขึ้นจากบริเวณประตูห้อง ธันวายืนพิงกรอบประตูในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนระดับข้อศอก เผยให้เห็นรอยสักรูปเฟืองนาฬิกาจางๆ ที่ท่อนแขนแกร่ง มือหนากำลังควงพวงกุญแจรถกระบะคันเก่าเล่น ท่าทางเก๊กขรึมและสายตาที่พยายามมองไปทางอื่นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เมื่อใบหูของพ่อคุณเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
ลินินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตตวัดมองชายหนุ่มด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู "ปากคอเราะร้ายแบบนี้ ใครได้ไปเป็นสามีคงต้องทำบุญด้วยเก้าวัด... อ้อ หรือว่าคุณเสียดายผมจนตัวสั่น เลยหาเรื่องไล่ผมให้พ้นหน้าเร็วๆ กันแน่ครับ คุณช่างซ่อมนาฬิกา"
"เพ้อเจ้อ" ธันวาเสยผมลวกๆ พ่นลมหายใจพรืดใหญ่อย่างคนจนมุม "ผมแค่ไม่อยากเสียเวลามานั่งฟังคุณบ่นเรื่องจัดของไม่เสร็จ เมืองใหม่อย่างบลูริดจ์ไม่ได้มีเวลาว่างให้คุณมานั่งโรแมนติกใส่หรอกนะ ลินิน... ที่นั่นหนาว ลมแรง และไม่มีใครมารับฟังความดื้อรั้นของคุณเหมือนที่นี่"
"แต่ที่นั่นไม่มีความทรงจำที่คอยตามมาหลอกหลอนผม" รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดในรอบหลายปี "ไม่มีเสียงกระซิบของพ่อในวันที่บ้านหลังนั้นถูกรื้อถอน และที่สำคัญ... ไม่มีตาแก่ปากแข็งแถวนี้คอยมาทำหน้าบึ้งใส่เวลาผมกินกาแฟเกินวันละสองแก้ว"
ธันวาชะงัก ดวงตาคมกริบไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขาเดินดุ่มๆ เข้ามาคว้ากล่องกระดาษใบบนสุดขึ้นมาถือไว้ด้วยมือเดียว ร่างสูงใหญ่เบียดผ่านร่างบางออกไปทางประตูอย่างจงใจเพื่อหลบสายตาจับผิด
"ตามมาได้แล้ว อย่าให้ต้องอุ้มขึ้นรถนะ" เสียงเข้มๆ ลอยตามหลังมา
ลินินอมยิ้มบางๆ กับความปากไม่ตรงกับใจนั้น เธอหยิบกระเป๋าเป้สะพายขึ้นบ่า กวาดสายตามองห้องเช่าที่เป็นพยานในคลาสเรียนบทเรียนชีวิตราคาแพงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามแผ่นหลังกว้างของคนที่บอกว่า 'รำคาญ' แต่กลับเป็นคนอาสาขับรถพาเธอข้ามจังหวัดไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวเอง
รถกระบะคันเก่าพ่นควันสีขาวจางๆ ออกจากตัวตึก มุ่งหน้าสู่เส้นทางหลวงสายตะวันตก สองข้างทางเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องอึดอัดกลายเป็นทิวสนและภูเขาสลับซับซ้อน อากาศภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยุเก่าๆ ที่ช่วยกลบความอึดอัดระหว่างคนทั้งคู่
ลินินทอดสายออกไปนอกกระจกหน้าต่าง ปล่อยให้สายลมที่ลอดผ่านช่องกระจกที่เปิดไว้เล็กน้อยพัดพาเอาฝุ่นผงแห่งอดีตปลิวหายไป เธอเลือกที่จะไม่หันกลับไปมองกระจกมองหลัง ไม่มีความจำเป็นต้องมองหาอดีตอีกต่อไป ในเมื่ออนาคตข้างหน้า—แม้จะยังมองไม่เห็นเค้าลาง—กำลังรอให้เธอเข้าไปแต่งแต้มด้วยตัวเอง
"จะแวะปั๊มข้างหน้า หรือจะยิงยาวรวดเดียว" ธันวาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงห้วนๆ แต่ทว่าผ่อนคลายกว่าเดิม
"แวะเถอะครับ ผมอยากกินกาแฟดำร้อนๆ สักแก้ว... หรือว่าคุณง่วงนอนแล้วครับ ถึงชวนคุย" ลินินหันไปเลิกคิ้วท้าทาย
ธันวาเหลือบตามองคนข้างกายแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่หาดูได้ยาก "ผมไม่ได้ง่วง แต่แค่กลัวว่าคุณจะนั่งซึมจนเพ้อเจ้อไปเสียก่อน... หิวก็บอก อย่ามาทำเก่ง"
รถกระบะเลี้ยวเข้าสู่สถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กริมทาง ธันวาดับเครื่องยนต์ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ เย็นลง ลินินก้าวลงจากรถ บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าจากการนั่งรถเป็นเวลานาน อากาศเย็นยะเยือกของเขตภูเขาปะทะเข้ากับผิวหน้าจนต้องกระชับเสื้อแจ็คเก็ตให้แน่นขึ้น
ธันวากลับมาพร้อมกาแฟกระป๋องอุ่นๆ ในมือ เขายื่นมันมาให้หญิงสาวโดยไม่พูดอะไร ลินินรับมาพร้อมกล่าวขอบคุณเบาๆ ทั้งคู่ยืนพิงกระโปรงหน้ารถ มองทิวทัศน์ของหุบเขาเบื้องหน้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ
"ถึงบลูริดจ์แล้ว คุณจะทำอะไรต่อ" ธันวาเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบ ทว่าสายตาไม่ได้มองหน้าเธอ เขากำลังมองทอดไปยังขอบฟ้าไกล
"เปิดร้านซ่อมนาฬิกาเล็กๆ มั้งครับ" ลินินตอบทีเล่นทีจริง แต่ดวงตากลับเป็นประกายมุ่งมั่น "แล้วก็อาจจะรับวาดภาพประกอบด้วย... ผมอยากใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหันหลังกลับไปมองอีกแล้ว ธันวา คุณคิดว่าผมทำได้ไหม"
ชายหนุ่มหันมามองหน้าเธอเต็มตา แววตาคมกริบนั้นฉายความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างที่ยากจะคาดเดา มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะกลุ่มผมที่ปลิวไสวตามแรงลม แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชักมือกลับแล้วเคาะเบาๆ ที่หน้าผากมนแทน
"ถ้าทำไม่ได้... ก็กลับมาซะที่ร้านผม" ธันวาพูดเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต "ผมไม่ได้หมายความว่าให้กลับมาเป็นลูกจ้างนะ... แต่หมายถึง กลับมาในฐานะคนที่คุณก็รู้ว่าใคร"
ลินินหัวใจกระตุกวูบ เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ คำพูดที่หลุดออกมาจากปากคนปากแข็งคนนี้ มันมีอานุภาพทำลายล้างความรู้สึกยิ่งกว่าพายุลูกไหนๆ
ก่อนที่ลินินจะได้ทันอ้าปากเอ่ยแซوةอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะกระจกตู้โทรศัพท์สาธารณะรุ่นเก่าที่ตั้งอยู่ใกล้กับร้านค้าสวัสดิการของปั๊มก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองตามเสียงนั้น ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาและลินินสะดุดกัก
ชายแปลกหน้าในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มคนหนึ่ง กำลังยืนถือโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่สายสัญญาณขาดสะบั้น แต่สิ่งที่ทำให้ขนหัวลุกไม่ใช่ท่าทางประหลาดนั้น... หากแต่เป็นกระเป๋าเดินทางหนังสีดำใบเก่าที่วางอยู่แทบเท้าของชายคนนั้น
กระเป๋าใบเดียวกับที่หายสาบสูญไปพร้อมกับพ่อของลินินเมื่อยี่สิบปีก่อน!
ชายคนนั้นค่อยๆ หันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงาหมวกไหมพรม ดวงตาคู่นั้นจ้องตรงมาที่ลินิน ก่อนจะยกมือขึ้นถอดหมวกออกช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวหยุดเต้นไปชั่วขณะ
"พ่อ...?" ลินินพึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นพร่า แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เปราะบางและงดงามนี้มาด้วยกันนะครับ - แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 34
ก้าวแรกของอนาคต
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!