“คุณโกหก”
ธันวากระแทกคำพูดนั้นออกไปพร้อมกับก้าวประชิดตัวชายปริศนาในเงามืด มือหนาของเขาคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้แน่นจนเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนหลังมือ เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอของชายชุดดำดูน่าขนลุกยิ่งกว่าคำขู่ใดๆ มันเป็นเสียงของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกตารางนิ้วของกระดานหมากเกมนี้
“ความจริงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเสมอ ธันวา” ชายคนนั้นกระซิบข้างหู “เหมือนกับฟันเฟืองนาฬิกาที่คุณพยายามซ่อมให้มันเดินตรงเวลา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ากลไกข้างในมันแตกละเอียดไปนานแล้ว... คนที่ตายไปเมื่อยี่สิบปีก่อนน่ะ เขายังไม่ได้ไปไหนหรอก เขากำลังจ้องมองเราอยู่... โดยเฉพาะเธอคนนั้น”
สายตาของชายคนนั้นปรายไปทางประตูร้านซ่อมนาฬิกาที่ปิดสนิท ลินินกำลังยืนอยู่ในนั้น เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ธันวากำลังเผชิญอยู่คือเงาอดีตที่ย้อนกลับมาทวงหนี้เลือด ธันวาปล่อยมือจากคอเสื้อชายคนนั้น เขาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ลมหายใจหอบถี่ พยายามระงับความสั่นเทาในจิตใจ
“อย่าแตะต้องลินิน” ธันวาสั่ง เสียงของเขาทุ้มต่ำและเด็ดขาด “ถ้าคุณต้องการชีวิตผม หรืออยากได้อะไรจากสิ่งที่พังทลายไปแล้ว ก็มาเอาที่ผมคนเดียว”
“คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือครับ” ชายชุดดำจัดปกเสื้ออย่างใจเย็น “คุณปกป้องเธอไม่ได้หรอก ตราบใดที่เธอยังขุดคุ้ยความลับเรื่องพ่อของเธอ ความจริงที่ว่าพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่... แต่มันไม่ใช่ชีวิตแบบที่คุณจินตนาการไว้”
ชายปริศนาหันหลังเดินหายไปในความมืดของตรอกแคบ ทิ้งให้ธันวายืนเคว้งอยู่กับความจริงที่หนักอึ้งกว่านาฬิกาเรือนไหนๆ ที่เขาเคยซ่อมมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเชื่อมาตลอดว่าความตายคือจุดจบของความทุกข์ทรมาน แต่ดูเหมือนว่าโลกใบนี้จะใจร้ายกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก
เมื่อธันวากลับเข้ามาในร้าน กลิ่นอายของน้ำมันเครื่องและโลหะเก่าๆ ที่เขาคุ้นเคยกลับดูแปลกไป ลินินนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเล็ก แสงไฟสีส้มสลัวกระทบใบหน้าที่กำลังตั้งใจศึกษาแผนที่เก่าๆ ของเมือง เธอยิ้มให้เขาทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา เป็นรอยยิ้มที่สดใสจนธันวาเจ็บปวดหัวใจ
“ธันวาคะ... เอ้อ ผมหมายถึง ธันวา คุณหายไปไหนมาตั้งนานครับ” เธอทักท้วงพลางวางแว่นขยายลง “ฉันเจอเบาะแสบางอย่างที่หอจดหมายเหตุ เป็นบันทึกของคนที่ทำงานในโรงงานเก่าช่วงปีนั้น เขาพูดถึงชื่อพ่อของฉันด้วย”
ธันวานิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาสังเกตเห็นแววตาที่เป็นประกายของเธอ ความหวังที่ลินินมีมาตลอด 20 ปี กำลังจะกลายเป็นกับดักที่คร่าชีวิตเธอ หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง
“ลินิน” ธันวาเรียกชื่อเธอเบาๆ น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เลิกหาเถอะ”
ลินินชะงัก เธอเงยหน้ามองเขาสลับกับสีหน้าที่ดูวิตกกังวลผิดปกติ “ทำไมล่ะ? มันเกือบจะถึงจุดหมายแล้วนะธันวา เรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าผมบอกว่าผมไม่อยากให้คุณตามหามันต่อล่ะ ถ้าผมบอกว่าสิ่งที่คุณกำลังตามหานั้น... มันไม่ใช่ความทรงจำที่สวยงาม แต่มันคือหายนะที่จะทำลายทุกอย่างที่คุณมี”
“คุณพูดอะไรออกมาน่ะ!” ลินินลุกขึ้นยืน มือของเธอสั่นเล็กน้อย “คุณเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่านาฬิกาที่หยุดเดิน ก็แค่รอเวลาที่จะไขลานให้มันเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง คุณเป็นคนช่วยฉันซ่อมมันขึ้นมา แล้วทำไมตอนนี้คุณถึงอยากจะทำลายมันเองล่ะ?”
ธันวาเดินเข้าไปหาเธอ ระยะห่างที่เคยมีเพียงความปรารถนาดีบัดนี้กลับกลายเป็นช่องว่างที่กว้างใหญ่ เขาอยากจะดึงเธอเข้ามากอด อยากจะบอกความจริงทุกอย่าง แต่เขารู้ดีว่าหากเขาทำเช่นนั้น เลือดที่เคยเปื้อนมือเขาจะพาลไปเปื้อนชีวิตที่สดใสของเธอด้วย
“บางอย่างที่มันพังไปแล้ว... การปล่อยให้มันพังไปตลอดกาล อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิตของคนที่มีลมหายใจอยู่” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เราแยกทางกันเถอะ ลินิน พรุ่งนี้เช้าคุณต้องไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ลินินน้ำตาคลอเบ้า เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ความเจ็บปวดในดวงตานั้นกรีดลึกเข้าไปในใจของชายหนุ่ม “คุณไล่ฉัน... หลังจากที่เราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งมากมาย เพียงเพราะชายคนนั้นมาขู่คุณเหรอ? คุณกลัวคนเพียงคนเดียวจนต้องทำลายความเชื่อใจของเราเลยงั้นเหรอธันวา!”
ธันวาเม้มปากแน่น ความลับที่เขาแบกไว้หนักอึ้ง เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ว่าคนคนนั้นคือใครและมีอิทธิพลมากเพียงใด หากเขาบอกไป ลินินจะตกอยู่ในอันตรายทันทีที่พ้นจากสายตาเขา
“ผมทำเพื่อความปลอดภัยของคุณ”
“ความปลอดภัยของฉันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าฉันอยู่ที่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าฉันอยู่กับใคร!” ลินินตะโกนกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบเล็กแล้วเดินออกไปจากร้านโดยไม่หันหลังกลับ
ธันวายืนนิ่งอยู่กลางร้าน เสียงฟันเฟืองนาฬิกาที่แขวนอยู่ทั่วผนังนับร้อยเรือนดูเหมือนจะพร้อมใจกันหยุดทำงานในวินาทีนั้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง เขาตัดสินใจเดินไปที่ตู้เซฟหลังรูปภาพเก่าๆ หมุนรหัสที่เขาไม่เคยใช้มาหลายปี เพื่อหยิบปืนพกกระบอกเก่าและสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมา
เขารู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดจบของชีวิตเขา แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ลินินรอด
ขณะที่ธันวากำลังจะปิดไฟร้าน เสียงเคาะประตูด้านหน้าก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงเคาะที่สุภาพ แต่เป็นการทุบด้วยความโมโห ธันวาคว้าปืนไว้ในมือแน่น เขาเดินไปที่ประตูด้วยความระแวดระวัง แต่เมื่อเขาเปิดประตูออกไป ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ชายปริศนาคนนั้น
ลินินยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่ในมือของเธอกลับถือเอกสารสำคัญบางอย่างไว้แน่น เธอส่งมันให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา ธันวารับมันมาอ่านเพียงแวบเดียว ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
มันไม่ใช่เบาะแสเกี่ยวกับพ่อของลินิน แต่มันคือรูปถ่ายใบหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งมาที่ตู้จดหมายของเธอ... รูปถ่ายของธันวาที่ยืนอยู่กับชายคนนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน ในวันที่พ่อของลินินหายตัวไป และด้านหลังรูปนั้นเขียนด้วยลายมือที่คุ้นตาว่า ‘ความลับของนาฬิกาเรือนนี้... คือเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวคุณทั้งคู่’
ธันวาตัวแข็งทื่อ ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังสนั่นมาจากความมืดหลังร้าน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้นะครับ
แบล็กสมิธในตำนานครับ
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 23
ทางแยกของชีวิต
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!