กลิ่นดินปืนฉุนกึกปะทะเข้ากับโสตประสาทของธันวาจนแทบสำลัก เขาทิ้งตัวลงหลังเคาน์เตอร์ไม้เก่าคร่ำทันทีที่เสียงปืนนัดแรกแผดคำรามก้องไปทั่วซอกตึก หัวใจในอกเต้นรัวแรงราวกับเครื่องจักรที่พยายามฝืนเดินด้วยฟันเฟืองที่บิดเบี้ยว เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเงียบที่ตามมาหลังจากนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงดังสนั่นเมื่อครู่
"ลินิน..." เขาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาหวิว
ธันวาค่อยๆ ชะโงกหน้าขึ้นจากแนวป้องกัน สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านซ่อมนาฬิกาที่บัดนี้ไร้ซึ่งความอบอุ่นที่เคยมี นาฬิกาลูกตุ้มบนผนังยังคงเดินไปตามจังหวะที่เที่ยงตรงของมัน ราวกับเย้ยหยันความวุ่นวายในใจของเขาที่กำลังแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ลินินหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นดอกมะลิที่เขามักจะได้กลิ่นทุกครั้งที่เธอนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ไม้ตัวนั้น
เขาก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยความระมัดระวัง ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวนแห่งอดีตที่เขาพยายามหนีมาตลอด ที่พื้นมีรอยเท้าเปื้อนโคลนลากยาวไปจนถึงประตูหลังร้านที่แง้มเปิดอยู่ ลมเย็นยามค่ำคืนพัดพาเอาความอ้างว้างเข้ามาปะทะใบหน้า ธันวานึกถึงแววตาของเธอเมื่อตอนเย็น... แววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง แม้ในวันที่โลกใบนี้โหดร้ายกับเธอมากเพียงใด
*ผมทำอะไรลงไป* เขาถามตัวเองในใจ *ผมปล่อยให้เธอเดินเข้าหาอันตรายเพียงลำพัง เพียงเพราะผมกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจสุดท้ายไปอย่างนั้นหรือ?*
ชายหนุ่มเดินไปที่หน้าต่าง หยิบกล่องเหล็กเก่าๆ ที่เขารักษาไว้ดั่งชีวิตออกมา ภายในไม่ใช่เครื่องมือซ่อมนาฬิกา แต่เป็นบันทึกเล่มหนึ่งที่ลินินทิ้งไว้ให้เขาอ่านในวันที่เธอหายไปครู่หนึ่ง มันคือเบาะแสเกี่ยวกับพ่อของเธอที่หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ธันวากำบันทึกนั้นแน่นจนปกยับย่น ความโดดเดี่ยวที่เขาเคยหลงใหลและกอดรัดไว้นานปี บัดนี้มันกลายเป็นกรงขังที่รัดรึงเขาจนหายใจไม่ออก
"ไม่มีอีกแล้ว..." ธันวากล่าวกับความมืดมิดในร้าน "ผมจะอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว"
เขาวางบันทึกลงบนโต๊ะ ก่อนจะคว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีซีดขึ้นมาสวม ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากร้าน เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูหน้าร้านที่เขาเพิ่งล็อกไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนที่บุกเข้ามา แต่มันเป็นจังหวะการเดินที่เชื่องช้า หนักแน่น และแฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ธันวาจำได้ดี
เขารีบวิ่งไปที่หน้าต่างร้าน แล้วก็ต้องชะงักงัน
ร่างของลินินยืนอยู่ตรงนั้น... เสื้อผ้าของเธอขาดวิ่นและมีรอยถลอกตามใบหน้า แววตาของเธอว่างเปล่าราวกับดวงดาวที่ดับแสงไปชั่วนิรันดร์ ในมือของเธอไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือสิ่งที่ธันวาไม่คาดคิดมาก่อน มันคือเข็มนาฬิกาขัดเงาที่หักครึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของนาฬิกาพกเรือนที่เขามอบให้เธอเพื่อเป็นเครื่องรางคุ้มครอง
ลินินมองตรงเข้ามาผ่านกระจก สบตาเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เธอจะพูดคำที่ทำให้หัวใจของธันวากระตุกวูบ
"คนที่ยิงเมื่อกี้ ไม่ใช่คนอื่นหรอกนะธันวา" เธอกระซิบผ่านความเงียบ แม้ไม่มีเสียงเล็ดลอดเข้ามา แต่เขากลับได้ยินมันดังก้องอยู่ในหัว "แต่เป็นตัวฉันในอีกด้านหนึ่ง... ด้านที่พยายามจะลืมว่าคุณเคยมีความหมายกับฉันแค่ไหน"
ก่อนที่เขาจะทันได้ผลักประตูออกไป ลินินก็หันหลังกลับแล้วก้าวเดินหายไปในความมืดมิดของตรอกลึก ทิ้งไว้เพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟที่กะพริบถี่ๆ ดั่งสัญญาณเตือนภัย ธันวารีบวิ่งตามออกไปทันที แต่ทว่าในขณะที่เขากำลังจะพ้นมุมตึก เขากลับต้องเบรกตัวจนเกือบหน้าคะมำ เมื่อปลายกระบอกปืนสีเงินวาววับจ่อเข้าที่กลางหน้าผากของเขาพอดี
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังกำแพง แสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าที่เขาไม่เคยลืมเลือน แม้เวลาจะผ่านไปสองทศวรรษก็ตาม
"แกไม่ควรยุ่งกับเรื่องนี้ ตั้งแต่แรกแล้ว... ธันวา" เสียงแหบพร่าของผู้มาเยือนดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นเยือกดุจน้ำแข็ง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แบล็กสมิธในตำนาน
เงาไม้ที่ปลายตะวัน•ตอนที่ 24
ในวันที่ไม่มีกัน
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ที่ปลายตะวัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!