“ศิลาชิ้นนี้ไม่ใช่สมบัติของตระกูลหลิน แต่มันคือป้ายหลุมศพที่ถูกเปลี่ยนรูป เพื่อปกปิดความอัปยศของใครบางคน”
หลินเฟยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในรถม้าที่กำลังแล่นเข้าสู่เขตใจกลางมหานครเทียนหลง เสียงล้อไม้บดขยี้ไปกับถนนหินคลุกดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เขาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปบนรอยสลักรูปเกล็ดมังกรที่บิดเบี้ยวบนศิลาสีดำสนิทในมือ ดวงตาของเขาเรียบเฉย ทว่าประกายตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปี
มู่หรงเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้พับเบาๆ นางปรายตามองศิลานั้นด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะขยับยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความนัย “คนพวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่า สิ่งที่พวกเขาพยายามทำลายทิ้งไปเมื่อสิบปีก่อน จะกลับมาอยู่ในมือของทายาทผู้ที่ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า... คุณชายหลิน ท่านวางแผนจะเดินหมากอย่างไรในเมืองที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแห่งนี้ครับ?”
“เดินหมากหรือครับ?” หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ “ในกระดานนี้ ข้าไม่ได้มาเพื่อเดินหมาก แต่ข้ามาเพื่อเปลี่ยนกฎของกระดานทั้งหมด”
รถม้าหยุดกึกลงเบื้องหน้าประตูทางเข้า ‘หอประมูลเมฆาสวรรค์’ กลิ่นอายของความมั่งคั่งและไอพลังปราณอันหนาแน่นฟุ้งกระจายออกมาจากอาคารสูงเจ็ดชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ผู้คนมากมายแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราต่างขวักไขว่เข้าออก ราวกับมดที่รายล้อมกองน้ำตาล
หลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยก้าวลงจากรถม้า การปรากฏตัวของพวกเขาสร้างความสนใจให้ผู้คนรอบข้างไม่น้อย ด้วยรัศมีที่ดูสุขุมของหลินเฟยและท่วงท่าสง่างามของมู่หรงเสวี่ย ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องโดยพลการ
“หอประมูลแห่งนี้คุมโดยสามตระกูลใหญ่ หากท่านต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องศิลาชิ้นนี้ การใช้วิธีตรงไปตรงมาอาจนำภัยมาสู่ตัวนะครับ” มู่หรงเสวี่ยกระซิบข้างหูของเขา กลิ่นหอมจางๆ จากกายสาวชวนให้จิตใจวอกแวกชั่วขณะ
“ข้าถึงได้เลือกมาที่นี่ไงครับ” หลินเฟยหยิบหน้ากากเงินใบหนึ่งออกมาสวมปกปิดครึ่งใบหน้า “ในโลกของการค้าขาย ของที่ไม่มีใครกล้าตีราคา คือของที่แพงที่สุด และข้ามีสิ่งที่แพงพอจะทำให้เจ้าของหอประมูลนี้ต้องคุกเข่าลงต่อหน้าข้า”
ภายในหอประมูลชั้นที่สาม บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอของโอสถหายากและเหล้าหมักชั้นเลิศ หลินเฟยเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์แลกเปลี่ยน เขาไม่รอให้พนักงานได้เอ่ยปากทักทาย ก่อนจะวางขวดหยกขนาดเล็กสีขาวนวลลงบนโต๊ะ
พนักงานขายหนุ่มหยิบขวดขึ้นมาเปิดออกเพียงนิดเดียว กลิ่นหอมเย็นสดชื่นที่แผ่ซ่านออกมาทำให้เขาสะดุ้งโหยง มือสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น “นี่มัน... กลิ่นอายของโอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณระดับสูง?! ท่าน... ท่านเป็นใครกันแน่ครับ?”
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องรู้” หลินเฟยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าต้องการพบผู้ดูแลการประมูลระดับสูงในวันนี้ และข้าต้องการข้อมูลว่าใครเป็นคนขาย ‘ศิลา’ ชิ้นนี้เข้าสู่ตลาดประมูลเมื่อสิบปีก่อน หากท่านทำได้ ข้าจะมอบโอสถขวดนี้ให้เป็นค่าตอบแทน”
มู่หรงเสวี่ยเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบ นางชื่นชมในความใจกล้าของชายหนุ่มผู้นี้ การเปิดเผยโอสถหายากท่ามกลางดงศัตรูไม่ต่างอะไรกับการเดินบนเส้นด้ายที่ขาดวิ่น แต่นั่นแหละคือหลินเฟย... ยิ่งเสี่ยง ยิ่งได้ผลตอบแทนคุ้มค่า
ทว่าในวินาทีที่พนักงานกำลังจะตกลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากบันไดวน
“โอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณหรือ? ช่างน่าขันยิ่งนัก!” ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองเดินเข้ามาพร้อมกับองครักษ์นับสิบ สายตาของเขามองหลินเฟยอย่างดูแคลน “ข้าคือรองผู้ดูแลหอประมูลแห่งนี้ สิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ไม่สมควรอยู่ในมือของคนที่แม้แต่ใบหน้ายังไม่กล้าเปิดเผย!”
หลินเฟยไม่ได้สะทกสะท้าน เขายังคงยืนนิ่ง มือของเขาค่อยๆ บีบขวดหยกในมือจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบราวกับจะแหลกสลาย แต่นั่นคือการขู่กลายๆ ว่าหากอีกฝ่ายลงมือ ของชิ้นนี้จะสูญหายไปตลอดกาล
“ถ้าท่านคิดว่านี่คือของปลอม ก็เชิญสั่งให้องครักษ์ของท่านเข้ามาได้เลยครับ แต่ต้องจำไว้ว่า... ถ้าขวดนี้แตก ท่านอาจจะไม่ได้เห็นโอสถแบบนี้อีกเลยในชีวิตนี้” หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สายตาของเขาปะทะกับชายวัยกลางคนโดยตรง ราวกับราชันที่มองดูมดปลวก
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หญิงชราผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมชั้นดีก็เดินออกมาจากเงามืดด้านหลัง นางคือหัวหน้าผู้ดูแลหอประมูลที่ทุกคนยำเกรง นางมองดูหลินเฟยด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะหันไปตวาดรองผู้ดูแลที่กำลังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่รู้หรือว่าแขกท่านนี้คือใคร?” หญิงชราก้าวเข้ามาใกล้หลินเฟย ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปที่ตราสัญลักษณ์เล็กๆ ที่ประดับอยู่บนแขนเสื้อของเขาเพียงแวบเดียว ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมอย่างเห็นได้ชัด “ขออภัยที่เสียมารยาทครับท่านผู้มีเกียรติ... เชิญท่านเข้าสู่ห้องรับรองส่วนตัวเถิด ข้ามีข้อมูลที่ท่านกำลังตามหาอยู่พอดี”
หลินเฟยคลายมือที่กำขวดหยกออก ความตึงเครียดจางหายไปแทนที่ด้วยความสงสัย เขาและมู่หรงเสวี่ยเดินตามหญิงชราเข้าไปในห้องลับที่ลึกที่สุดของหอประมูล ทว่าเมื่อประตูเหล็กกล้าปิดลง หญิงชรากลับทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“นายท่าน... ในที่สุดท่านก็กลับมา” เสียงของนางสั่นเครือ “ศิลาชิ้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความลับ แต่มันคือ... กุญแจผนึกวิญญาณของบิดาท่านที่ถูกกักขังไว้ในแดนต้องห้าม และตอนนี้... มีคนกำลังพยายามจะทำลายมันในค่ำคืนนี้!”
หลินเฟยชะงัก ร่างกายเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย นี่ไม่ใช่แค่การล้างแค้น แต่มันคือการไล่ล่าข้ามภพที่เขาเพิ่งจะเริ่มเข้าใจ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในก้าวย่างที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้ครับ เพลิงโอสถสวรรค์จะนำพาทุกท่านไปสู่จุดสูงสุดของจักรวาลแห่งนี้ไปด้วยกันครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 10
ก้าวเข้าสู่มหานคร
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!