“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชาลมปราณเน่าเฟะของพวกเจ้า จะขัง 'เพลิงโอสถสวรรค์' ไว้ในกรงขังนี้ได้ตลอดไป?”
น้ำเสียงของข้าเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งท่ามกลางไอร้อนระอุที่พวยพุ่งจากฝ่ามือ ร่างของผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักเมฆาอัคนีเบื้องหน้าข้ากำลังสั่นสะท้าน มือที่ถือกระบี่สั่นระริกไม่ต่างจากใบไม้ต้องลมพายุ แต่เขาก็ยังฝืนยืนหยัดอยู่ได้ด้วยทิฐิที่ใกล้จะพังทลาย
ป่าหมอกเหมันต์ที่เคยเงียบสงัด บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไหม้ของเนื้อสัตว์อสูรตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงคำรามก้องของ 'พยัคฆ์เพลิงทมิฬ' สัตว์อสูรระดับสูงที่หลุดออกมาจากการควบคุมของพวกมันกำลังดังสนั่นอยู่เบื้องหลัง มันไม่ใช่แค่ภัยคุกคาม แต่มันคือตัวแปรที่ข้าจงใจดึงเข้ามาในเกมนี้
“หลินเฟย... เจ้าทรยศต่อสำนัก! เจ้าขโมยตำราโอสถล้ำค่าไป เจ้าไม่มีทางรอดไปจากป่านี้ได้!” ผู้อาวุโสคำรามพลางพุ่งกระบี่เข้ามาในจังหวะที่ข้าเผลอ
ข้าไม่ได้หลบหลีก แต่กลับขยับยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า เพลิงเก้าสีในฝ่ามือข้าขยายตัวออกคล้ายดอกบัวที่กำลังบานสะพรั่ง งดงามแต่แฝงไว้ด้วยความตายที่ไร้ปรานี ข้าสะบัดมือเพียงเบาๆ เพลิงที่ร้อนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวก็พุ่งเข้าพันธนาการตัวพยัคฆ์เพลิงทมิฬที่กำลังกระโจนเข้าใส่ข้าและผู้อาวุโสไปพร้อมๆ กัน
“ผิดแล้ว...” ข้ากระซิบเสียงเรียบ “สิ่งที่ข้าขโมยมา ไม่ใช่แค่ตำรา... แต่เป็นอนาคตของพวกเจ้าต่างหาก”
เพลิงเก้าสีเปลี่ยนสีจากแดงฉานเป็นน้ำเงินเข้มในพริบตา มันไม่ใช่ไฟธรรมดา แต่มันคือเพลิงโอสถที่หลอมรวมแก่นแท้แห่งธาตุธรรมชาติ พยัคฆ์เพลิงทมิฬที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับส่งเสียงร้องครางอย่างหวาดกลัวเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เหนือกว่า มันคุกเข่าลงต่อหน้าข้าทันทีด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่รู้ว่าใครคือเจ้าเหนือหัวที่แท้จริง
ผู้อาวุโสเบิกตากว้าง เขาทรุดลงกับพื้นเมื่อแรงกดดันจากเพลิงเก้าสีแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ ข้าเดินผ่านร่างที่สิ้นไร้เรี่ยวแรงนั้นไปอย่างช้าๆ รองเท้าบูทหนังของข้าเหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งเกิดเสียงดังลั่นท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด
“มู่หรงเสวี่ยเตือนข้าไว้แล้วว่าพวกเจ้าจะส่งคนมา” ข้าเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง “แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าจะโง่เขลาถึงขั้นใช้สัตว์อสูรที่ฝึกมาไม่สมบูรณ์มาเป็นเครื่องมือสังหารข้า”
“เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่... พลังนี้... มันไม่ใช่พลังของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป!” เขาเค้นเสียงถาม ทั้งเลือดทั้งน้ำตาไหลอาบใบหน้า
ข้าหยุดเดินชั่วครู่ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่มั่นคง “คนที่จะทำลายสำนักของพวกเจ้าให้สิ้นซากอย่างไรเล่า”
ข้าสะบัดฝ่ามืออีกครั้ง เพลิงเก้าสีเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม มันพุ่งเข้าห่อหุ้มกรงเล็บของพยัคฆ์เพลิงทมิฬ ทำให้กรงเล็บเหล่านั้นแหลมคมจนสามารถตัดผ่านอากาศได้ ข้าสั่งให้มันพุ่งเข้าจู่โจมเงาที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืด ปรากฏว่ามีมือสังหารอีกสามคนถูกกระชากออกมาจากที่ซ่อน กรีดร้องโหยหวนเมื่อเพลิงโอสถสัมผัสเข้ากับผิวหนัง พวกมันกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะชักอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว
มู่หรงเสวี่ยปรากฏตัวขึ้นจากเงาไม้ นางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูโดดเด่นตัดกับฉากหลังที่ถูกเผาไหม้ สายตาของนางที่มองมายังข้าไม่ได้มีความหวาดกลัว มีเพียงความชื่นชมและคำถามที่ซ่อนอยู่ในแววตา
“การจัดการความยุ่งเหยิงระดับนี้ ต้องแลกด้วยค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูงนะหลินเฟย” นางเอ่ยเสียงนุ่ม แฝงความหยอกเย้า แต่ลึกๆ แล้วข้ารู้ว่านางกำลังประเมินสถานการณ์ว่าความลับของข้าเปิดเผยไปมากน้อยเพียงใด
“เพื่อผลประโยชน์ของสำนักประมูลเรา สิ่งที่ข้าลงมือไปถือว่าคุ้มค่า” ข้าตอบกลับพลางเก็บเพลิงเก้าสีเข้าสู่ตันเถียน ร่างกายข้ารู้สึกเบาหวิวราวกับลอยละล่อง แต่ข้ายังต้องเก็บอาการเอาไว้
เราทั้งสองเดินผ่านซากความเสียหายมุ่งหน้าสู่เขตแดนชั้นในของป่า แต่ทันใดนั้น จิตสัมผัสของข้ากลับตรวจพบอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นอายโบราณที่กดทับลงมาบนแผ่นดินนี้รุนแรงจนแม้แต่พยัคฆ์เพลิงทมิฬที่เชื่อฟังข้ายังสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
“เจ้าสัมผัสได้ไหม?” มู่หรงเสวี่ยหยุดกะทันหัน มือของนางกระชับพัดเหล็กในมือแน่น
ข้าไม่ตอบ แต่สายตาจับจ้องไปยังถ้ำหินที่อยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายนั้นไม่ได้มาจากสัตว์อสูร แต่มันมาจาก 'ศิลาผนึกโอสถ' ที่ถูกจารึกไว้ในตำนานว่าสูญหายไปนับพันปี และที่หน้าถ้ำนั้นเอง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนรอพวกเราอยู่ เขาไม่ได้หันมามอง แต่บรรยากาศรอบกายเขากลับดูดกลืนแสงสว่างทุกอย่างเข้าไป
“ในที่สุด... ข้าก็ได้พบเจ้าสักที หลินเฟย... ผู้สืบทอดเพลิงโอสถเก้าสีคนสุดท้าย” ชายคนนั้นกล่าวขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเหมือนเสียงเหล็กครูดกับหิน
ข้าหยุดฝีเท้าทันที ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังเมื่อชายผู้นั้นหันกลับมา ใบหน้าของเขาถูกปิดทับด้วยหน้ากากกระเบื้องลายอสูร แต่นัยน์ตาคู่นั้น... ข้าจำมันได้ดี มันคือนัยน์ตาของคนในตระกูลที่หักหลังข้าเมื่อสามปีก่อน และในมือของเขามีบางสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของข้าสะดุดกึก
มันคือศิลาที่บันทึกความลับเรื่องการตายของบิดาข้าไว้!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เพลิงโอสถสวรรค์
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 9
โอสถสยบอสูร
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!