"เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาปรากฏตัวที่นี่ ทั้งที่รู้ว่าความตายกำลังกวักมือเรียกอยู่เบื้องหน้า"
เสียงของมู่หรงเสวี่ยเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงกระดูก นางยืนตระหง่านอยู่บนยอดผาหินสีนิลที่เต็มไปด้วยรอยร้าว สายตาคมกริบจ้องมองร่างชายฉกรรจ์ชุดดำที่กำลังสั่นสะท้านอยู่เบื้องล่าง มือที่ถือพัดเหล็กกล้าของนางบีบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
หลินเฟยเดินก้าวข้ามผ่านซากศพของสัตว์อสูรพิทักษ์ที่เน่าเปื่อยไปครึ่งตัวด้วยท่าทีสุขุม เขาสะบัดแขนเสื้อช้าๆ ปัดเศษฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนไอพิษสีม่วงคล้ำออกไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตานางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
"หนี้ชีวิตที่เจ้ากล่าวถึง... หากข้าไม่มาชดใช้ด้วยตัวเอง แล้วใครจะกล้าแบกรับความพินาศที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ล่ะครับ คุณหนูมู่หรง" หลินเฟยเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความกลัวต่อบรรยากาศกดดันรอบข้าง
"เจ้าพูดเหมือนว่าชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าวัตถุดิบระดับเทพที่เรากำลังเสี่ยงตายเพื่อตามหางั้นสินะ" นางแค่นยิ้ม มุมปากเหยียดหยาม "รู้ไว้เสียด้วยหลินเฟยว่าหุบเขาต้องห้ามแห่งนี้ ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของคนไร้ค่าอย่างเจ้า แต่เป็นสุสานของผู้ที่บังอาจครอบครองสมบัติสวรรค์โดยไม่มีปัญญาจะปกป้องมัน"
"ในเมื่อเป็นสุสาน ข้าก็พร้อมจะฝังความแค้นไว้ที่นี่" หลินเฟยเดินผ่านนางไปอย่างไม่แยแส เขาหยุดยืนอยู่หน้าปากถ้ำที่ปล่อยไอเย็นเยือกออกมาจนอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "มู่หรงเสวี่ย เจ้าเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดปราดเปรื่อง เจ้าควรรู้ดีว่าการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด มักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดเสมอ... ข้าไม่ได้มาเพื่อเอาชีวิต แต่มาเพื่อพลิกชะตาฟ้า"
ภายในหุบเขาต้องห้าม ดินแดนที่ซึ่งกฎเกณฑ์แห่งการบำเพ็ญเพียรบิดเบี้ยว หลินเฟยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'เพลิงโอสถเก้าสี' ที่เต้นเร้าอยู่ใต้ฝ่าเท้า มันมิใช่เพียงวัตถุดิบธรรมดา แต่เป็นหัวใจของขุมพลังที่ถูกกักขังไว้หลายศตวรรษ การก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้คือการเดิมพันด้วยจิตวิญญาณ
เขายื่นมือออกไปสัมผัสกับม่านพลังงานที่สั่นไหวเบื้องหน้า ทันใดนั้น ความทรงจำที่ขมขื่นก็แล่นริ้วเข้ามาในหัว ภาพของตระกูลที่ทรยศหักหลัง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยในวันนั้นย้อนกลับมาคมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หากเขาสามารถสกัดโอสถจากดอกบัวแก้วโลหิตที่ซ่อนอยู่ภายในได้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
"ถอยไปซะ หลินเฟย" มู่หรงเสวี่ยขยับตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะ นางลดพัดเหล็กกล้าลง แล้วใช้สายตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยววินาทีจ้องมองเขา "ถ้าเจ้าเปิดม่านพลังนี้ด้วยพละกำลังเพียงลำพัง ร่างกายเจ้าจะแตกสลายกลายเป็นธุลี... เจ้ารู้เรื่องนี้ดีที่สุด ไม่ใช่หรือ?"
หลินเฟยหันกลับมามองนาง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า "ข้าถึงต้องพึ่งพาเจ้าอย่างไรล่ะครับ... ในฐานะคู่ค้าที่ซื่อสัตย์ที่สุดของข้า"
เขาไม่ได้เอ่ยคำหวาน แต่มันกลับเป็นคำเชิญชวนที่ยากจะปฏิเสธ มู่หรงเสวี่ยขบกรามแน่น นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เขาทำเพียงลำพัง เขาจะตาย แต่หากนางช่วยเขา นางก็กำลังก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ
ทั้งสองยืนเคียงข้างกันหน้าทางเข้าถ้ำลึก ประกายไฟสีเก้าสีเริ่มก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้วของหลินเฟย มันไม่ใช่ไฟที่ร้อนแรง แต่กลับเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งที่สลักขึ้นจากความอาฆาต นี่คือพลังที่เขาสั่งสมมาจากการหลอมโอสถที่ล้มเหลวมานับหมื่นครั้ง และในวินาทีที่เขากำลังจะผลักฝ่ามือเข้าไปเพื่อเปิดผนึก แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งหุบเขา
หินผาเบื้องบนถล่มลงมา เสียงคำรามของสัตว์อสูรที่เคยหลับใหลดังสนั่นไปทั่วชั้นบรรยากาศ ไม่ใช่แค่ความมืดที่คืบคลานเข้ามา แต่เป็นเงาร่างสีทองที่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังม่านพลังนั้น
ร่างนั้นมิใช่คน หรืออสูร... แต่เป็นบรรพชนผู้พิทักษ์ที่หลินเฟยเคยอ่านพบในบันทึกโบราณ ร่างนั้นขยับดวงตาที่ว่างเปล่าจ้องมองมายังพวกเขา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังดั่งระฆังทองคำที่แตกร้าว
"ผู้ที่ถือครองเพลิงเก้าสี... บังอาจนักที่ริอ่านจะย่ำกรายเข้ามาในเขตหวงห้ามของสวรรค์!"
มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง นางคว้าข้อมือหลินเฟยไว้แน่น "หลินเฟย! นั่นมันตัวตนระดับจักรพรรดิที่หลับใหลอยู่ใต้ดินนี้มานานนับหมื่นปี เราไม่มีทางสู้มันได้ ถอยเดี๋ยวนี้!"
แต่หลินเฟยกลับไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเก้าสีที่พร่างพราวราวกับจักรวาลที่กำลังหมุนวน "ถอยตอนนี้ก็เท่ากับตาย... ในเมื่อมันตื่นขึ้นมาแล้ว ข้าก็แค่ต้องส่งมันกลับไปนอนในโลงที่เดิม"
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะระเบิดพลังมหาศาลออกไป มือของมู่หรงเสวี่ยที่จับแขนเขาอยู่นั้นกลับสั่นระริก ก่อนที่นางจะกระซิบคำพูดที่ทำให้หัวใจของหลินเฟยหยุดเต้นไปชั่วขณะ
"หลินเฟย... ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยเจ้าตามหาวัตถุดิบ... แต่ข้ามาเพื่อ 'ขัดขวาง' เจ้า... ตามคำสั่งของคนผู้นั้น"
เสียงคมดาบพุ่งออกจากฝักข้างเอวนางจ่อเข้าที่ลำคอของเขาอย่างแม่นยำ พร้อมกับเงาร่างชายชราในชุดสีขาวที่เดินออกมาจากความมืดเบื้องหลังมู่หรงเสวี่ยด้วยรอยยิ้มที่เหนือกว่าทุกสิ่ง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายโอสถนี้นะครับ
เพลิงโอสถสวรรค์ ครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 29
หุบเขาต้องห้าม
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!