"เจ้าจะเก็บงำความลับนี้ไปอีกนานแค่ไหน หลินเฟย?"
เสียงหวานใสดุจระฆังแก้วทว่าแฝงไปด้วยความกังวลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงรับรองลับ มู่หรงเสวี่ยยืนกอดอกพิงเสาไม้หอม สายตาที่เคยเฉลียวฉลาดดุจนักบริหารผู้ไร้หัวใจ บัดนี้กลับฉายแวววูบไหวเมื่อจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษผู้เพิ่งจะทำลายบรรทัดฐานของโลกโอสถไปเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
หลินเฟยไม่หันกลับมา เขายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น กลิ่นอายที่เขาได้รับสัมผัสเมื่อครู่—กลิ่นอายของโลหิตผสมดอกท้อป่า—มันเป็นสิ่งเดียวกับที่เขาจำฝังใจในวันที่ตระกูลหลินล่มสลาย เสียงกระซิบ 'ข้าอยู่ข้างหลังเจ้า' ยังคงดังก้องอยู่ในมโนภาพราวกับเข็มพิษที่ทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจร
"เจ้าไม่ได้ยินหรือ?" หลินเฟยเอ่ยถามเสียงแผ่ว ราวกับละเมอ
"ได้ยินอะไร?" มู่หรงเสวี่ยเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอจางๆ ของเพลิงโอสถที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนตัวเขา นางไม่ได้เป็นเพียงคู่ค้า แต่นางคือคนเดียวที่มองเห็นรอยร้าวในเกราะป้องกันที่แสนแข็งแกร่งของเขา
"ความตาย..." เขาหันกลับมา ดวงตาที่เคยสุขุมลุ่มลึกกลับดูว่างเปล่าชั่วขณะ "มันไม่ได้มาจากภายนอก แต่มันกำลังเตือนข้าว่า สิ่งที่ข้าพยายามหนีมาตลอดสิบปี กำลังตามข้ามาถึงที่นี่"
มู่หรงเสวี่ยชะงักฝีเท้า นางไม่ใช่สตรีที่อ่อนไหว แต่ความเจ็บปวดที่ฉายชัดในแววตาของหลินเฟยทำให้หัวใจนางบีบตัวอย่างรุนแรง เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสที่แขนเสื้อของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้หลินเฟยรู้สึกถึงความเป็นจริงที่เขากำลังละทิ้งไป
"ต่อให้ความตายจะตามมาถึงที่นี่... เจ้าก็ไม่ใช่คนเดิมที่อยู่ในคืนนั้นแล้ว" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและจริงจัง "เจ้าคือหลินเฟย ผู้ที่ทำให้จักรวรรดิต้องสั่นสะเทือนด้วยโอสถเก้าสี เจ้ามีอำนาจ มีเงินทอง และมีข้า... หากเจ้าต้องการให้ข้าสืบเรื่องนี้ ข้าจะพลิกแผ่นดินค้นหาความจริงให้เจ้า แม้จะต้องแลกด้วยตำแหน่งผู้สืบทอดสำนักประมูลก็ตาม"
คำพูดนั้นไม่ได้มีเพียงความหมายทางการค้า แต่มันคือการประกาศกุมชะตากรรมร่วมกัน หลินเฟยมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของนาง เขาเห็นความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้รับหลังจากวันนั้น—วันที่เหลือเพียงตัวคนเดียวในโลกที่กว้างใหญ่และโหดร้าย
"เสวี่ยเอ๋อร์..." เขาเรียกชื่อนางเบาๆ อย่างลืมตัว
หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที แววตาที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนละมุนลงอย่างเห็นได้ชัด นางก้มหน้าหลบสายตา "ข้า... ข้าแค่ไม่อยากให้หุ้นส่วนของข้าต้องจบชีวิตลงก่อนที่จะจ่ายเงินกู้ก้อนสุดท้ายให้ครบเท่านั้นเอง"
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศที่บีบคั้นดูจะคลายลงเล็กน้อย เขาเดินเข้าไปใกล้จนลมหายใจสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของนาง "เจ้าช่างเป็นนักธุรกิจที่เลือดเย็นจริงๆ นะครับ... แต่น่าแปลกที่คำพูดของเจ้า กลับทำให้ข้าใจเย็นลงได้อย่างประหลาด"
"เพราะเจ้าก็รู้ดีว่า ข้าไม่เคยโกหกเรื่องผลประโยชน์" นางพยายามรักษามาดคุณหนูสำนักประมูล แต่มือที่สั่นน้อยๆ ก็ฟ้องความรู้สึกข้างใน
ทันใดนั้นเอง แสงเทียนภายในห้องกลับดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ!
หลินเฟยตวัดตัวโอบมู่หรงเสวี่ยเข้ามาในอ้อมกอดทันที สัญชาตญาณนักฆ่ากระตุ้นให้เขารีบคว้าพัดเหล็กกล้าออกมาป้องกัน แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่คมดาบหรือไอสังหาร แต่มันคือจดหมายฉบับหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะหินกลางห้องอย่างแนบเนียน
จดหมายฉบับนั้นประทับตราครั่งสีดำสนิท ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่สาบสูญไปพร้อมกับตระกูลของเขาเมื่อสิบปีก่อน
"หลินเฟย... ตรานั่น..." มู่หรงเสวี่ยกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือ
เขาหยิบจดหมายขึ้นมา มือของเขาสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเปิดออกอ่าน ข้อความข้างในสั้นเพียงประโยคเดียว แต่มันกลับทำให้โลกทั้งใบของเขาสั่นสะเทือน:
*'ข้าลืมบอกไป... ที่ข้าอยู่ข้างหลังเจ้าในวันนั้น เพราะข้าคือคนเดียวที่ได้รับคำสั่งให้ฆ่าเจ้า แต่ข้ากลับเลือกจะปล่อยเจ้าไป... และวันนี้ ข้าก็อยู่ข้างหลังเจ้าอีกครั้ง'*
สิ้นคำนั้น ลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดผ่านหลังคอของหลินเฟยไปอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยที่สุดดังก้องขึ้นข้างหูของเขาในความมืดมิด...
"ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้หนี้ชีวิตให้ข้าแล้ว... นายท่านน้อย"
ขอบพระคุณมิตรรักนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยมาจนถึงตอนนี้นะครับ!
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 28
มิตรภาพที่ก่อตัว
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!