กลิ่นอลูมินAเกรดสวรรค์คละคลุ้งผสมกับกลิ่นชาอู่หลงร้อยปีในตำหนักรับรองชั้นในของราชสำนักกลาง บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความอึมครึมราวกับเมฆฝนที่ตั้งเค้า แต่มิใช่ความกดดันจากลมฟ้าอากาศ หากแต่เป็นแรงกดดันจากอำนาจมืดที่แผ่ออกมาจากเบื้องสูง
"ข้อเสนอของท่าน... ดูเหมือนจะเอาเปรียบแผ่นดินตงหยวนจนเกินไปกระมัง, ท่านราชครู"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่ทำให้เปลวเทียนบนโต๊ะประดับหยกสั่นไหว หลินเฟยในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บสีครามเข้ม นั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ ปลายเรียวนิ้วเคาะเบาๆ บนโต๊ะไม้จันทน์แดง จังหวะนั้นสม่ำเสมอราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตายที่ค่อยๆ บีั้นทอนสติของขุนนางเฒ่าฝั่งตรงข้าม
ราชครูจ้าว เหยียนจั๋ว ใบหน้ากระตุกเกร็ง ดวงตาหรี่แคบจนเหลือเพียงเส้นเดียว เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมลมหายใจไม่ให้สะดุด ชายหนุ่มตรงหน้าอายุไม่ถึงสามสิบปี แต่กลับครอบครองโอสถทะยานวิญญาณระดับเก้าสีที่แม้แต่จักรพรรดิยังต้องทรงพระสำราญ และที่สำคัญที่สุด... หลินเฟยถือครองเส้นทางการเงินของสำนักประมูลหมื่นสมบัติ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคลังหลวงในยามศึกสงครามเช่นนี้
"คุณชายหลิน... ท่านอย่าลืมว่าที่นี่คือราชสำนักกลาง มิใช่ตลาดมืดหรือหอประมูลของท่าน" เหยียนจั๋วเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามงัดเอาบารมีแห่งขุนนางผู้คุมอำนาจสูงสุดมาข่มขู่ "การที่ท่านต้องการผูกขาดสิทธิ์การหลอมโอสถฟื้นฟูระดับสูงแต่เพียงผู้เดียว มันเท่ากับท่านกำลังบีบคอราชบัลลังก์"
หลินเฟยแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น รอยยิ้มนี้... มู่หรงเสวี่ยที่นั่งอยู่เคียงข้างในฐานะที่ปรึกษาการค้าเห็นจนชินตาแล้ว และนางก็รู้ดีว่า นั่นคือสัญญาณเตือนว่าเหยียนจั๋วได้เดินมาตกหลุมพรางที่หลินเฟยขุดรอไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว
มู่หรงเสวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบนิดๆ ปรายตามองขุนนางเฒ่าด้วยแววตาราบเรียบ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่เฉียบคมดุจใบมีด
"ท่านราชครูเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วกระมังเจ้าคะ... การค้าขายย่อมต้องมีความเสี่ยงและผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ราชสำนักกำลังทำสงครามกับแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ ทหารแนวหน้าต้องการโอสถระดับเก้าสีของพวกเราเพื่อพลิกสถานการณ์ หากไม่มีโอสถวิเศษเหล่านี้ เกรงว่าอีกไม่ถึงสามเดือน... ธงมังกรของตงหยวนคงต้องถูกปลดลงจากกำแพงเมืองหลวงเป็นแน่"
คำพูดของมู่หรงเสวี่ยราتىกับการสาดน้ำกรดลงบนแผลสด สีหน้าของเหยียนจั๋วเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที ข้อมูลลับเรื่องที่คลังแสงสำรองกำลังจะหมดลงถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้ หมายความว่าข่าวกรองของสำนักประมูลหมื่นสมบัตินั้นหยั่งรากลึกเข้าไปถึงห้องบรรทมของจักรพรรดิแล้วจริงๆ
"เจ้า... พวกเจ้ากล้าสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของราชสำนัก!" เหยียนจั๋วตบโต๊ะฉาดใหญ่ ลุกขึ้นยืนชี้หน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว
ทว่า หลินเฟยยังคงนั่งนิ่งสนิท ดวงตาคู่คมดั่งเหยี่ยวสาดประกายแสงสีรุ้งจางๆ ออกมาวูบหนึ่ง แรงกดดันระดับนักบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณถูกปล่อยออกมาเพียงหนึ่งส่วนสี่ แต่ทว่ามันกลับหนักหน่วงราดทับร่างของเหยียนจั๋วราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับ ขุนนางเฒ่าเข่าทรุดฮวบลงนั่งกระแทกเก้าอี้ด้วยความตกใจ ใบหน้าอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ
"กิจการภายในหรือ?" หลินเฟยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดหวั่นของอีกฝ่าย "ข้าเพียงแต่เป็นพ่อค้าผู้รักชาติคนหนึ่ง ที่ต้องการเห็นตงหยวนรอดพ้นจากเงื้อมมือของกบฏแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ... แต่หากท่านราชครูคิดว่า ข้อเสนอของข้ามันหนักหนาเกินไปนัก ข้าก็เกรงว่า... โอสถเก้าสีสิบเม็ดสุดท้ายในหีบนี้ คงต้องถูกส่งไปยังสำนักประมูลของแคว้นคู่ปรับแทนเสียแล้วกระมัง"
สิ้นคำพูดนั้น หลินเฟยก็โบกมือเบาๆ หีบไม้สลักลายมังกรทองที่วางอยู่ข้างกายก็เปิดออกด้วยพลังปราณ กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์พวยพุ่งทะลักออกมาจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวเล็กน้อย เม็ดโอสถเก้าสีเปล่งแสงเจิดจ้าสะท้อนกับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความโลภและความหวาดกลัวของเหยียนจั๋ว
โอสถระดับนี้... สามารถต่อชีวิตให้ผู้ฝึกยุทธที่บาดเจ็บสาหัสได้ทันที และยังช่วยทะลวงคอขวดพลังได้อย่างมหัศจรรย์ หากมันตกไปอยู่ในมือของศัตรู... ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจจินตนาการได้
เหยียนจั๋วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่สั่นเทากำเข้าหากันแน่น ศักดิ์ศรีของขุนนางผู้คุมอำนาจถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี แต่เขารู้ดีว่า หากปฏิเสธในตอนนี้ ราชสำนักจะพินาศ และหัวของเขาจะต้องไปประจานประจานที่ประตูเมืองอย่างแน่นอน
"ท่าน... ต้องการสิ่งใดเป็นแลกเปลี่ยน" เสียงของเหยียนจั๋วแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความพยองก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น
หลินเฟยยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
"ง่ายมาก... ข้าต้องการตราหยกบัญชาการกองทัพพิทักษ์เมืองหลวง และสิทธิ์การครอบครองเหมืองแร่จิตวิญญาณรุ้งที่ชายแดนตะวันตกทั้งหมด... เพียงเท่านี้ ราชสำนักก็จะยังคงรักษาหน้าตาไว้ได้ ส่วนพวกท่านก็จะได้โอสถไปกู้แผ่นดิน... ว่าอย่างไรล่ะครับ ท่านราชครู?"
เหยียนจั๋วหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง เขารู้ตัวแล้วว่า ในเกมการเมืองระดับทวีปครั้งนี้ ราชสำนักตงหยวนไม่ได้เป็นผู้กำหนดกระดานอีกต่อไปแล้ว... แต่เป็นชายหนุ่มผู้นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาคนนี้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันจากภายนอกตำหนัก พร้อมกับเสียงระฆังเตือนภัยดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งวังหลวง!
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น นางดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที ประสาทสัมผัสอันแหลมคมบอกให้นางรู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"เกิดอะไรขึ้นภายนอก?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเย็น
ยังไม่ทันที่เหยียนจั๋วจะได้เอ่ยปาก ประตูไม้สักทองแกะสลักของตำหนักก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยคลื่นพลังปราณสีดำทมิฬ!
ร่างในชุดเกราะทมิฬสลักลายหัวกะโหลกอสูร ก้าวเข้ามาท่ามกลางกลุ่มควันและเศษไม้กระจัดกระจาย กลิ่นอายสังหารพรั่งพรูออกมาจนทำให้ขุนนางเฒ่าสำลักเลือดออกมาคำโต
"ไม่ต้องหาหรอก... เพราะพวกมันมาเร็วกว่าที่เจ้าคิดเสียอีก, ท่านหลินเฟย"
เสียงหัวسระลึกดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลังผู้มาเยือน พร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าครึ่งซีกสวมหน้ากากเงินแวววาว ดวงตาอีกข้างเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ล้ำลึก และที่สำคัญที่สุด... สัญลักษณ์บนหน้าอกเสื้อของมันคือตราประทับของ "สำนักเงาโลหิต" ศัตรูคู่อาฆาตที่หลินเฟยตามล่ามาตลอดชีวิต!
หลินเฟยหรี่ตาลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างโดยไม่รู้ตัว แก้วชาในมือแตกละเอียดเป็นผุยผงในเสี้ยววินาที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานฟ้าไปด้วยกันนะครับ — เพลิงโอสถสวรรค์
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 45
การเมืองระดับทวีป
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!