"ข้าเตือนพวกเจ้าแล้วว่า ‘หุบเขาหมื่นอสูร’ ในยามวิกาลไม่ใช่สถานที่ที่สุนัขรับใช้เช่นพวกเจ้าจะเหยียบย่างเข้ามาตามอำเภอใจ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิดของทิวสนพันปีที่ปกคลุมหนาแน่น ปลายกระบี่สีนิลกาฬของหลินเฟยสะท้อนประกายแสงเรืองรองจากโอสถเม็ดหนึ่งในมือ ชายหนุ่มยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดโขดหิน สูทอาภรณ์สีขาวปักลายมังกรเก้าสีพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างอย่างไม่ขาดสาย แม้รอบกายจะถูกรายล้อมด้วยยอดฝีมือจาก ‘กลุ่มเงาทมิฬ’ กว่าสามสิบชีวิตที่ถืออาวุธครบมือ แต่แววตาของเขากลับปราศจากความหวาดหวั่น มีเพียงความเยือกเย็นดั่งห้วงน้ำลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิต
มู่หรงเสวี่ย ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังในระยะก้าวเดียว นางไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวงามภายใต้ถุงมือแพรไหมสีม่วงกำลังบรรจงเช็ดใบมีดสั้นอาบยาพิษของตนอย่างใจเย็น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง
"หลินเฟย... ดูเหมือนว่าสุนัขรับใช้พวกนี้ จะไม่เข้าใจภาษามนุษย์กระมัง ถึงได้กล้ามาขวางเส้นทางขนส่งสมุนไพรวิเศษของ ‘หอการค้ามู่หรง’ และเตาหลอมโอสถระดับนภาของท่านเช่นนี้" น้ำเสียงของนางไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงิน แต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
หัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬ ร่างกายกำยำสูงใหญ่ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นยาวน่ากลัว มันแค่น้ำลายลงพื้นก่อนจะหัวเราะลั่นด้วยความกร่าง "ฮ่าๆๆ! นึกว่าเป็นใคร ที่แท้ก็คือคุณหนูมู่หรงแห่งหอการค้ากับไอ้หนูตระกูลตกอับที่บังเอิญปรุงโอสถได้ดีจนหางโผล่สินะ! พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเงินทองและชื่อเสียงจากงานประมูลจะช่วยปกป้องหัวบนบ่าของพวกเจ้าได้ในดินแดนที่กฎหมายของสำนักใหญ่เอื้อมไม่ถึงแห่งนี้?"
มันกวาดสายตามองเกวียนสินค้าแปดเล่มที่จอดเรียงรายอยู่เบื้องหลัง ซึ่งภายในบรรจุโอสถเก้าสีและวัตถุดิบหายากมูลค่าหลายล้านหินวิญญาณ แววตาของมันโลภระริกราวกับหิวโหย
"สละเกวียนสินค้าและเคล็ดวิชาหลอมโอสถทั้งหมดซะ! ข้าจะเมตตาไว้ชีวิตให้พวกเจ้ากลับไปตายที่เมืองหลวงอย่างสบาย..."
"ข้อเสนอน่าสนใจไม่น้อย..." หลินเฟยเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังเงาร่างนับสิบที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้รอบด้าน "ทว่า... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า ข้าเลือกเดินทางเส้นทางนี้เพราะความประมาทเลินเล่อ?"
ชั่วพริบตานั้นเอง อุณหภูมิรอบหุบเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน!
เปลวเพลิงสีครามและสีทองสลับกันลุกโชนขึ้นจากพื้นดินรอบตัวกลุ่มเงาทมิฬ ก่อตัวเป็นค่ายกลอัคคีโบราณที่หลินเฟยแอบวางศิลาค่ายกลไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในหุบเขาแห่งนี้ ความร้อนระอุแผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยว เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมขึ้นทันทีเมื่อศิลาเพลิงวิเศษเริ่มทำงาน กลืนกินร่างของมือสังหารระดับก่อตั้งรากฐานไปหลายคนในพริบตาเดียว
หัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬหน้าถอดสีทันที มันตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่าพวกมันไม่ได้เป็นฝ่ายดักซุ่มโจมตี... แต่พวกมันต่างหากที่เดินเข้ามาในกรงขังที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล!
"ไอ้... ไอ้สารเลว! กล้าหลอกใช้ค่ายกลดักซุ่มพวกเราเรอะ!" มันคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว พลังปราณระดับแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกจากร่างจนเสื้อผ้าขาดวิสัย มันพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูง หมายจะปลิดชีพเป้าหมายให้สิ้นซากก่อนที่ค่ายกลจะสมบูรณ์แบบ
หลินเฟยเพียงแค่ยกยมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เขาไม่แม้แต่จะขยับถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มือขวาดีดนิ้วเบาๆ กลางอากาศ
*เปรี้ยง!*
เสาเพลิงเก้าสีพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน สกัดกั้นร่างของหัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬไว้กลางอากาศ แรงระเบิดรุนแรงจนมันต้องกระออกเลือดสดๆ ออกมาคำโต ร่างล่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างไม่เป็นท่า ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของมันเมื่อพบว่าพลังของหลินเฟยเหนือล้ำกว่าที่ข่าวกรองระบุไว้หลายเท่าตัวนัก
"ในโลกของการค้าและความแค้น ความประมาทคือความตาย" หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้ร่างที่สะביินสะบายของหัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬอย่างเชื่องช้า ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอของมัน "บอกข้ามา ใครเป็นผู้จ้างวานพวกเจ้าให้มาขวางเส้นทางนี้? และ... ‘ตราประทับโลหิต’ บนแหวนมิติของเจ้า ได้มาจากสำนักไหน?"
หัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด มันไม่คาดคิดเลยว่าหลินเฟยจะสังเกตเห็นสัญลักษณ์ลับบนแหวนมิติของมันได้ ร่างกายของมันเริ่มสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งต่างหาก
"แก... ไม่มีทางรอดหึงหรอก... นายเหนือหัวของข้า... กำลังรอ..."
*ฉับ!*
ก่อนที่มันจะทันได้เอ่ยจบประโยค ศรวายุสีม่วงพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านลำคอของหัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬอย่างไร้ความปรานี ศีรษะของมันหลุดกระเด็น เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดขึ้นย้อมผืนหญ้าให้กลายเป็นสีชาด
มู่หรงเสวี่ยลดมือลง สีหน้าของนางยังคงเรียบเนียนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางเก็บพัดเหล็กอาบพิษกลับเข้าที่ข้างเอว "ข้าเกลียดคนพวกนี้ที่สุด... พูดมากเสียเวลา เสียอารมณ์ในการเดินทางเสียเปล่าๆ"
หลินเฟยส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตำหนินาง เขาก้มลงเก็บแหวนมิติของหัวหน้ากลุ่มเงาทมิฬขึ้นมาตรวจสอบด้วยจิตสัมผัสวิญญาณ ทว่าทันทีที่จิตของเขาเจาะทะลวงผ่านค่ายกลป้องกันของแหวน สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"มีบางอย่างไม่ถูกต้อง..." หลินเฟยพึมพำเบาๆ ขมวดคิ้วแน่น
"เกิดอะไรขึ้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงก้าวเข้าไปใกล้
"นี่ไม่ใช่กลุ่มโจรป่าหรือมือสังหารทั่วไป..." หลินเฟยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามวิกาลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ ประจุพลังงานแปลกประหลาดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปิดล้อมหุบเขาแห่งนี้จากทุกสารทิศ "พลังปราณเหล่านี้... เป็นของกองกำลังพิทักษ์จักรพรรดิจากเมืองหลวง"
ชั่วขณะนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลัน เสียงฝีเท้านับร้อยคู่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว ธนับอาคมนับพันดอกถูกง้างขึ้นพร้อมยิงจากยอดเขารอบด้าน แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยค่ายกลขนาดใหญ่ที่กดทับลงมาจากเบื้องบน ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาทับพวกเขาทั้งสองคน
และที่ใจกลางกองกำลังลึกลับนั้น ร่างในชุดเกราะทองคำอร่าม ตาคมกริบดั่งเหยี่ยว กำลังก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่เอ่ยชื่อของหลินเฟยออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา...
"หลินเฟย... ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ... องค์ชายสามทรงมีรับสั่งให้นำศีรษะของเจ้ากลับไปถวาย ณ บัดนี้!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานฟ้าไปด้วยกันนะครับ — เพลิงโอสถสวรรค์
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 43
อุปสรรคแดนไกล
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!