จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 42

เดินทางสู่ทวีปเบื้องบน

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
กลิ่นอายของโลหิตที่ยังไม่แห้งสนิทบนกระบี่นภากล่าวได้ว่า เป็นพยานปากเอกถึงความไร้ความปรานีของโลกใบนี้ หลินเฟยสะบัดข้อมือเบาๆ คราบโลหิตสีดำคล้ำของผู้อาวุโสตระกูลมารก็พลันสลายกลายเป็นผุยผงด้วยเพลิงวิเศษเก้าสีที่ลุกโชนอยู่ในอณูอากาศ รอบกายของเขามีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของหุบเขาหมื่นอสูรที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด เบื้องหน้าคือประตูมิติโบราณที่สลักลวดลายอสูรบรรพกาล มันกำลังหมุนวนด้วยพลังงานสีครามเข้มข้นจนเกิดเป็นเสียงคำรามต่ำๆ คล้ายดั่งเสียงสะท้อนจากห้วงนรกภูมิ "ทวีปเบื้องบน... ดินแดนที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับเซียนยังต้องหลั่งเลือดเพื่อแย่งชิงเศษเสี้ยวทรัพยากร ท่านมั่นใจแล้วหรือว่าเราควรเปิดมันตอนนี้?" เสียงใสแต่หนักแน่นดังขึ้นจากด้านหลัง มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่างระหงของนางสวมชุดเกราะหนังมังกรเข้ารูปที่ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันสง่างาม ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางกวาดสายตามองกระเป๋าเฉินเฉียน (ถุงมิติ) ที่บรรจุผลึกวิญญาณระดับสูงนับล้านก้อนและเม็ดยอดโอสถเก้าสีที่หลินเฟยเพิ่งหลอมสำเร็จ ทรัพย์สินเหล่านี้หากนำออกไปประมูลในอาณาจักรชั้นนอก ย่อมทำให้สำนักใหญ่ๆ ถึงขั้นล่มสลายได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่ทว่า... สำหรับทวีปเบื้องบนแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงเบี้ยหัวแตก หลินเฟยหันกลับมามองสตรีผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านมรสุมมาด้วยกัน รอยยิ้มบางเบาแต่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเคย "ความลังเลไม่เคยสร้างความมั่งคั่ง หรือท่านคิดว่าเราควรทนอุดอู้เป็นเจ้าพ่อในดินแดนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยมดปลวกเหล่านี้ต่อไป?" "ท่านนี่นะ..." มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจยาว นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกไปจัดปกเสื้อให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วทำให้อารมณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงเล็กน้อย "ข้าเพียงแต่เป็นห่วงเรื่องผลประโยชน์ของหอประมูลร้อยสมบัติที่เราเพิ่งวางรากฐานไว้ การจากไปครั้งนี้... ใครจะรู้ว่าอีกนานเท่าใดจึงจะได้กลับมา" "ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น" หลินเฟยหรี่ตาลง มองทะลุผ่านม่านหมอกไปยังทิศทางของสำนักเมฆาคารวะที่ครั้งหนึ่งเคยขับไล่เขา ราวกับกำลังมองดูซากศพที่รอเวลาเน่าเปื่อย "ข้าทิ้ง 'ค่ายกลระเบิดวิญญาณเก้าสวรรค์' ไว้เบื้องหลังแล้ว หากผู้ใดกล้าแตะต้องทรัพย์สินของเราในอาณาจักรนี้ มันผู้นั้นจะได้ลิ้มรสชาติของการถูกเผาไหม้จนวิญญาณสลายไม่แม้แต่จะได้ไปเกิด" น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ทำให้อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงทันที มู่หรงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย นางรู้จักบุรุษผู้นี้ดี เมื่อเขาเอמהวาจาเช่นนี้ออกมา นั่นหมายความว่าได้มีคนตระเตรียมหลุมศพไว้รอเรียบร้อยแล้ว "ถ้าเช่นนั้น..." มู่หรงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ของผู้บริหารสาวมือหนึ่งแห่งสำนักประมูลปรากฏขึ้นอีกครั้ง นางสะบัดมือเรียกพัดขนนกยูงวิเศษออกมากางบังแดด "ในเมื่อท่านผู้นำหลินต้องการจะไปกวาดล้านวิญญาณและสมบัติล้ำค่าที่ทวีปเบื้องบน ในฐานะคู่ค้าและสหายร่วมเป็นร่วมตาย ข้าคงต้องขอร่วมเดินทางไปตักตวงผลกำไรด้วยคนแล้วกระมัง" "ยินดีเป็นอย่างยิ่ง หุ้นส่วนคนสำคัญของข้า" หลินเฟยยิ้มรับ เขาไม่รอช้า พลังปราณเก้าสีระเบิดออกจากตัน田อย่างรุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง มือหนาคว้าจับมือเรียวของมู่หรงเสวี่ยไว้แน่น ก่อนที่ทั้งสองร่างจะพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางประตูมิติโบราณที่กำลังอ้าปากรอรับเหยื่อผู้ท้าทายกฎแห่งสวรรค์ *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย แรงกดดันมหาศาลจากมิติที่บิดเบี้ยวเข้าบดขยี้ร่างกายของทั้งสองราวกับจะฉีกกระชากกระดูกออกเป็นชิ้นๆ หลินเฟยกัดฟันกรอด เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปาก แต่เขากลับโคจรเคล็ดวิชา 'บรรพชนโอสถกลืนฟ้า' อย่างเต็มกำลัง เพลิงวิเศษเก้าสีแผ่ขยายออกเป็นเกราะป้องกันรอบกาย ต้านทานแรงเสียดทานของห้วงมิติที่บ้าคลั่ง ชั่วพริบตาต่อมา แสงสีขาวโพลนก็สาดส่องจนแสบตา... เมื่อทัศนียภาพกลับมาเป็นปกติ กลิ่นอายของพลังงานฟ้าดินที่หนาแน่นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยดน้ำก็โถมเข้าใส่จนทั้งสองแทบสำลัก มันเข้มข้นกว่าทวีปเดิมนับร้อยเท่า! หลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยยืนอยู่บนยอดหน้าผาสูงชัน เบื้องล่างคือมหานครโบราณที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ตึกรามบ้านช่องสร้างจากหยกสวรรค์และศิลาปราณ มีกระบี่บินและสัตว์อสูรบินได้นับหมื่นพุ่งพล่านอยู่บนท้องฟ้า ราวกับภาพวาดของแดนเซียนในตำนาน ทว่า... บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการฆ่าฟันและสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมายังพวกเขาจากที่ไกลๆ สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ดูแคลน และความโลภราวกับสุนัขป่าที่พบเหยื่ออันโอชะ เนื่องจากพลังบำเพ็ญของพวกเขาที่เพิ่งทะลุมิติมานั้น อยู่ในระดับที่ต่ำต้อยที่สุดในสายตาของคนทวีปเบื้องบน "ฮ่าๆๆ ดูนั่นสิ! มีมนุษย์ชั้นต่ำจากแดนรกร้างเล็ดลอดขึ้นมาผ่านทางประตูมิติเก่าแก่อีกแล้ว!" เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากชายร่างใหญ่สวมชุดคลุมลายพยัคฆ์เพลิง เขาขี่อยู่บนหลังสิงโตวายุสามหัว ลอยตัวเข้ามาขวางหน้าหลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยไว้ พร้อมกับลูกน้องอีกสิบกว่าคนที่แผ่จิตสังหารระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงออกมาข่มขวัญ "เจ้าหนู ส่งถุงมิติและสตรีข้างกายของเจ้ามาซะ หากไม่อยากกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรข้า!" มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกำลังจะขยับตัวหยิบอาวุธ แต่หลินเฟยกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน ชายหนุ่มแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยความขบขัน ดวงตาคู่คมทอประกายเย็นเยียบราวกับมองดูคนตาย "ดูเหมือนว่าการมาเยือนทวีปเบื้องบนวันแรก เราจะมี 'แขกผู้เกียรติ' มาช่วยต้อนรับและบริจาคสมบัติให้เราเสียแล้วสิครับ..." หลินเฟยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในจังหวะนั้นเอง รอยยิ้มบนใบหน้าของชายชุดคลุมลายพยัคฆ์ก็พลันแข็งค้าง เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่ไหลทะลักออกมาจากร่างของหลินเฟย—กลิ่นอายของพลังที่เหนือกว่าระดับของเขาอย่างเทียบไม่ติด และที่สำคัญที่สุด... ที่พื้นดินเบื้องหลังของพวกมัน มีค่ายกลอักขระเก้าสีส่องแสงสว่างวาบขึ้นมาเงียบๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานฟ้าไปด้วยกันนะครับ — เพลิงโอสถสวรรค์
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%