จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 22

การประลองกระชับมิตร

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
“เจ้าคิดว่าจดหมายฉบับนี้มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ข้าหยุดมือหรือ?” หลินเฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก เขาไม่ได้แตะต้องจดหมายตรามังกรดำที่วางอยู่เบื้องหน้าแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังรอยยิ้มภายใต้หน้ากากหยกของชายปริศนาอย่างไม่กะพริบตา “น้ำหนักของมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อความข้างใน แต่เป็นตัวตนของผู้ที่ส่งมาต่างหากล่ะ หลินเฟย” ชายลึกลับขยับตัวลุกขึ้น กลิ่นอายของกลิ่นอายอายุนับพันปีแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา “เจ้าคิดว่าบิดาเจ้าตายเพราะความพ่ายแพ้ในศึกการค้าหรือ? เจ้าคิดว่าตระกูลที่ร่ำรวยระดับจักรวรรดิจะล่มสลายลงเพียงเพราะกลโกงของพวกขุนนางชั้นต่ำอย่างนั้นรึ?” หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ “เรื่องนั้นข้าจะหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอการชี้แนะจากคนแปลกหน้า” “งั้นก็ดี...” ชายปริศนาทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะหายวับไปกับม่านหมอกสีเทา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆ ของพลังปราณที่มิใช่ของมนุษย์ทั่วไป หลินเฟยกำจดหมายในมือแน่นจนโลหะมังกรดำเริ่มบิดเบี้ยวด้วยแรงบีบมหาศาล เขาตระหนักได้ทันทีว่า ‘งานชุมนุมยุทธภพ’ ในวันพรุ่งนี้ จะไม่ใช่เพียงแค่การอวดอ้างฝีมือของเหล่าสำนักต่างๆ แต่มันคือสนามรบที่เขากำลังถูกลากเข้าไปโดยสมบูรณ์ --- วันรุ่งขึ้น ณ ลานประลองกลางหุบเขาเมฆาลอย บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดที่แฝงไปด้วยแรงกดดันจากเหล่าจอมยุทธนับพันชีวิต หลินเฟยในชุดคลุมสีนิลประดับลายเมฆาเพลิงเดินก้าวเข้ามาในงานพร้อมกับมู่หรงเสวี่ย นางดูงดงามราวกับเทพธิดาที่ลงมาจุติ แต่แววตาที่มองฝ่าฝูงชนนั้นเฉียบคมดุจใบมีด “เจ้าดูไม่ค่อยสบายใจนะ” มู่หรงเสวี่ยกระซิบเบาๆ มือบางแตะลงที่ต้นแขนของเขาผ่านเนื้อผ้า “ข้อมูลจากสำนักประมูลของข้าบอกว่า วันนี้ตระกูลจ้าวและตระกูลหลี่ได้ส่งยอดฝีมือระดับปราณจักรพรรดิมาซุ่มรออยู่หลายคน พวกมันหวังจะหักหน้าเจ้ากลางเวที” หลินเฟยยิ้มมุมปาก “หักหน้าข้าหรือ? เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าชอบทำธุรกิจ... และธุรกิจที่ข้าถนัดที่สุด คือการเปลี่ยนความหยิ่งผยองของพวกมันให้กลายเป็นทองคำและอำนาจ” ทันใดนั้น เสียงฆ้องดังสนั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขา พิธีกรงานชุมนุมประกาศก้อง “ลำดับถัดไป ขอเชิญคุณชายหลินเฟย แห่งหอโอสถพยัคฆ์มังกร ขึ้นแสดงฝีมือเป็นลำดับแรก!” เสียงวิจารณ์ดังระงม บ้างก่นด่า บ้างเยาะเย้ย เพราะในสายตาคนเหล่านี้ หลินเฟยเป็นเพียงพ่อค้าที่อาศัยบารมีตระกูลมู่หรง แต่เมื่อหลินเฟยเดินขึ้นไปบนลานหยกใจกลางลานประลอง เขากลับไม่ได้ชักกระบี่ออกมา แต่เขากลับวาง ‘เตาหลอมโอสถ’ สีทองแดงที่ดูเก่าคร่ำคร่าลงบนพื้น “การประลองกระชับมิตร ไม่จำเป็นต้องนองเลือด” หลินเฟยกล่าวเสียงเรียบ “ข้าจะหลอมโอสถทะลวงชีพจรเก้าสี ณ ที่แห่งนี้ ใครที่มั่นใจว่าพลังปราณของตนแข็งแกร่งพอจะรับไอโอสถของข้าได้โดยไม่ธาตุไฟเข้าแทรก... เชิญก้าวเข้ามา” คำท้าทายนั้นทำให้ลานประลองเงียบสนิทลงในฉับพลัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะออกมา แต่เมื่อหลินเฟยเริ่มจุด ‘เพลิงวิเศษเก้าสี’ ขึ้นบนฝ่ามือ เปลวไฟนั้นกลับหมุนวนเป็นมังกรเก้าตัวที่แผ่ไอความร้อนจนหินหยกภายใต้เท้าของเขาร้อนจนแดงฉาน กลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่ากระจายไปทั่วงาน ทำให้เหล่าจอมยุทธที่นั่งอยู่โดยรอบต่างชะงักงัน พลังปราณในกายพวกเขาเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ “นี่มัน... โอสถระดับตำนานหรือ!” ชายชราจากสำนักกระบี่นภาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ในจังหวะที่หลินเฟยกำลังควบคุมเพลิงวิเศษ จิตสัมผัสของเขาก็รับรู้ถึงแรงพุ่งชนจากเงามืดสามสายที่พุ่งเข้ามาจากทิศทางที่ต่างกัน! พวกมันไม่ใช่จอมยุทธธรรมดา แต่เป็นนักฆ่าที่ใช้พลังปราณอำพรางตัวจนมิดชิด ความรวดเร็วและทิศทางนั้นมุ่งตรงไปยังจุดตายของเขาโดยไม่สนใจว่าจะมีผู้บริสุทธิ์รอบข้างกี่คน หลินเฟยไม่ได้ขยับตัวหนี เขายังคงหลอมโอสถต่อด้วยความใจเย็น ดั่งพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำแต่ใจกลางพายุนั้นกลับเงียบสงบ มู่หรงเสวี่ยที่เฝ้ามองอยู่เริ่มขยับมือเตรียมอาวุธลับ แต่ทว่า... ก่อนที่นักฆ่าเหล่านั้นจะถึงตัวหลินเฟยเพียงไม่กี่นิ้ว เปลวไฟเก้าสีที่กำลังหลอมโอสถกลับกระเพื่อมไหวเบาๆ และเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท! เพลิงสีดำนั้นไม่ได้เผาไหม้ แต่มันกลับ ‘กลืนกิน’ พลังปราณของนักฆ่าทั้งสามจนเหือดแห้งไปในทันที ร่างของนักฆ่าที่ควรจะปรากฏตัว กลับร่วงหล่นลงสู่พื้นลานประลองในสภาพซูบผอมราวกับคนแก่ที่ผ่านการบำเพ็ญมานับร้อยปี ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วงานชุมนุม ไม่มีใครกล้าหายใจแรง หลินเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มดุจปีศาจ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนต้องขนลุก “ใครก็ตามที่คิดจะเอาชีวิตข้าในวันนี้ โปรดเตรียมใจไว้ด้วย เพราะจดหมายฉบับที่ข้าได้รับมาเมื่อคืน... มันบอกให้ข้าเริ่มฆ่าคนได้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป” ทันใดนั้นเอง ชายหน้ากากหยกคนเดิมก็ก้าวออกมาจากฝูงชน เขาไม่ได้เข้ามาหาหลินเฟย แต่เขากลับเดินตรงไปที่ประธานงานชุมนุมยุทธภพ ชักดาบเล่มหนึ่งออกมาแล้วปักลงบนบัลลังก์ไม้หอม ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วภูเขา “บิดาของเจ้าไม่ได้ทิ้งไว้แค่จดหมาย แต่เขาฝาก ‘กุญแจ’ ที่จะไขความลับของจักรพรรดิโอสถเก้าสีไว้ที่คอของเจ้า... และตอนนี้ พวกคนที่ต้องการกุญแจนั้น ไม่ได้มีแค่คนบนโลกมนุษย์เสียแล้วนะ หลินเฟย” เมื่อชายหน้ากากหยกขยับหน้ากากออกเพียงครึ่งหนึ่ง หลินเฟยถึงกับหน้าถอดสี เพราะใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้น... คือใบหน้าเดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน! --- ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับ "เพลิงโอสถสวรรค์" ในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%