"เจ้า... เป็นใครกันแน่?"
เสียงของหลินเฟยแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยสะสมมาจากการผ่านความตายในแดนลับสวรรค์พังทลายลงในชั่วพริบตา นัยน์ตาคมกริบหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย หัวใจในอกเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนราวกับกลองศึกรัวกระชั้น
เบื้องหน้าของเขา ภายใต้แสงคบเพลิงสีนวลในห้องรับรองลับของสำนักประมูลหมื่นสมบัติ คือชายผู้สวมหน้ากากหยกขาวครึ่งซีก ทว่าเมื่อหน้ากากนั้นถูกเลื่อนเปิดเผยให้เห็นโครงหน้าด้านซ้ายอย่างไม่ตั้งใจ ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของหลินเฟยกลับมิใช่คนอื่นไกล แต่มันคือเงาสะท้อนของตัวเขาเอง—สันจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบที่มักประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน และไฝเม็ดเล็กใต้หางตาซ้ายตำแหน่งเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้างพลสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มกระเพื่อมไหว นางมิใช่สตรีอ่อนต่อโลก ย่อมตระหนักถึงความผิดปกติอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทันที ร่างระหงก้าวขึ้นมาครึ่งก้าว มือเรียวบางแอบซ่อนพลังปราณเก้าสวรรค์ไว้ที่ปลายนิ้ว พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหารได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์พลิกผัน
"คุณชายหลิน... ท่านคิดว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่เพียงใดเล่า?"
ชายปริศนาผู้มีใบหน้าเหมือนเขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นทุ้มนุ่มและกังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในวิหารโบราณ เขายกมือขึ้นบรรจงจัดหน้ากากหยกกลับเข้าที่เดิมอย่างใจเย็น ท่วงท่าอิริยาบถนั้นเต็มไปด้วยความสง่างามที่แม้แต่หลินเฟยเองก็ยังอดชื่นชมไม่ได้ "บางที... สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นเงาของตนเอง อาจเป็นตัวจริงที่หลงลืมไปแล้วก็ได้"
"คำคมพวกนี้เก็บไว้กล่าวกับยมบาลเถอะครับ" หลินเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ ปราณเพลิงเก้าสีในตันtian (จุดตันเถียน) หมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงคำรามต่ำๆ ในหู รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมารอบตัวจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว "ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ที่มีใบหน้าเหมือนกันมีอยู่ถมไป แต่คนที่มีรอยตำหนิและร่องรอยการหลอมโอสถย้อนกลับที่ฝ่ามือขวาเช่นเดียวกับข้า... เกรงว่าทั่วทั้งทวีปฟ้าครามคงมีแค่ท่านกับข้ากระมัง"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้ มู่หรงเสวี่ยกวาดสายตาคมปลาบไปยังชายตรงหน้า นางรู้ดีว่าหลินเฟยระมัดระวังตัวเพียงใด การที่จู่ๆ มีตัวตนปริศนาที่ล่วงรู้ความลับระดับรากเหง้าโผล่ขึ้นมา ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นศัตรูกับเจ้า... น้องชาย" ชายสวมหน้ากากยกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ราวกับไม่เห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวของหลินเฟยแม้แต่น้อย "สิ่งที่เจ้าปรารถนาที่สุดในเวลานี้ มิใช่การไขปริศนาชาติกำเนิดอันน่าสมเพชของตระกูลหลินหรอกหรือ? เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่า เหตุใดมารดาของเจ้าจึงถูกขับไล่ และเหตุใดเพลิงวิเศษเก้าสีจึงเลือกสถิตอยู่ในร่างของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว?"
คำพูดเพียงไม่กี่ประคำ เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขเข้าสู่ห้องลับในจิตใจของหลินเฟย มือที่กำกระบี่สั่นเทוםเล็กน้อย ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความแค้นและคำถามที่สะสมมานานนับสิบปี
"ท่านรู้เรื่องมารดาของข้าได้อย่างไร?" หลินเฟยเค้นเสียงถาม ร่างกายพุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตา ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอของชายปริศนาโดยไม่ลังเล "พูดออกมา! มิฉะนั้น อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!"
ทว่า ชายคนนั้นกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยิ้มบางๆ ภายใต้หน้ากาก ก่อนจะเลื่อนปลายนิ้วดันคมกระบี่ออกเบาๆ อย่างเหนือชั้น ปราณที่แผ่ออกมาจากตัวของชายผู้นี้ช่างลึกล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าหลินเฟยเสียอีก มันคือพลังที่เหนือกว่าระดับหลอมรวมลมปราณและทะยานสู่แดนเซียนขั้นสูงอย่างแท้จริง!
"ใจร้อนเสียจริง... สมกับเป็นผู้สืบทอดเพลิงโอสถสวรรค์คนปัจจุบัน" ชายสวมหน้ากากทอดถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อ ขطหีบไม้แกะสลักลวดลายโบราณปรากฏขึ้นบนโต๊ะน้ำชา "ของสิ่งนี้... คือสิ่งที่เจ้าควรได้รับจากการผ่านด่านทดสอบที่สามในแดนลับสวรรค์ แต่มันถูกข้าชิงตัดหน้าเอาไว้เสียก่อน วันนี้ข้าจึงนำมันมาคืนให้ตามสัญญา"
หลินเฟยขมวดคิ้วแน่น เขาส่งกระแสจิตตรวจสอบกล่องไม้ใบนั้นอย่างระมัดระวัง ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก แสงสีทองเรืองรองก็สาดส่องไปทั่วทั้งห้อง กลิ่นอายโอสถบริสุทธิ์ที่ตลบอบอวลทำให้ลมปราณในร่างของหลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยถึงกับพุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
สมุนไพรล้ำค่า... "บัวหิมะเก้าตะวัน" ที่สูญสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กว่าสามพันปี!
กลีบดอกของมันเปล่งประกายเจิดจ้า รากแก้วสีมรกตโปร่งแสงราวกับหยกแท้ ทั่วทั้งดอกถูกห่อหุ้มด้วยไอเย็นและอัคคีในเวลาเดียวกัน มันคือวัตถุดิบหลักขั้นสูงสุดที่จำเป็นต้องใช้ในการหลอม "โอสถทะยานสวรรค์เก้าภพ" โอสถในตำนานที่จะช่วยให้ผู้บำเพ็ญสามารถก้าวข้ามคอขวดขั้นวิกฤตได้อย่างไร้ผลข้างเคียง ซึ่งหลินเฟยตามหามาตลอดชีวิต!
"นี่มัน... บัวหิมะเก้าตะวันจริงๆ ด้วย!" มู่หรงเสวี่ยอุทานออกมาอย่างลืมตัว ในฐานะผู้บริหารสำนักประมูลหมื่นสมบัติ นางย่อมรู้ดีว่าสมุนไพรชนิดนี้มีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน ต่อให้เอาสมบัติทั้งคลังของตระกูลใหญ่สามตระกูลมารวมกัน ก็ยังไม่อาจแลกกับสมุนไพรล้ำค่าดอกนี้ได้
"เหตุใดท่านจึงมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้ข้า?" หลินเฟยมองหน้าชายปริศนาด้วยความเคลือบแคลง ไม่มีของฟรีในยุทธภพ ยิ่งเป็นสมบัติระดับสะท้านฟ้าเช่นนี้ ย่อมต้องแลกมาด้วยภาระหน้าที่หรือความเสี่ยงที่หนักหนาสสาหัสอย่างแน่นอน
"เพราะเจ้าจำเป็นต้องใช้มันเพื่อรับมือกับ 'ภัยพิบัติ' ที่กำลังจะมาถึงในอีกเจ็ดวันข้างหน้า" ชายสวมหน้ากากลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายของเขาเริ่มเลือนรางกลายเป็นกลุ่มควันสีขาวจางๆ "ผู้นำตระกูลหลินคนปัจจุบัน และผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆา กำลังร่วมมือกันวางแผนชิงตัวเจ้าในงานประมูลใหญ่ครั้งหน้า พวกมันต้องการสกัดแก่นแท้เพลิงวิเศษออกจากร่างของเจ้าเพื่อบรรลุวิถีเซียนอมตะ"
หลินเฟยกัดฟันกรวด ดวงตาสFลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับลางสังหรณ์ของเขาพอดิบพอดี
"แล้วท่านเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงต้องช่วยเหลือข้า?" หลินเฟยตะโกนถามไล่หลัง ขณะที่ร่างของชายปริศนากำลังจะสลายหายไปกับอากาศธาตุ
เสียงหัวเราะแผ่วเบาลอยล่องมาตามสายลม ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงประโยคสุดท้ายที่ก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของหลินเฟย
*"จำไว้... อีกเจ็ดวัน เมื่อจันทร์เต็มดวง เจ้าจะได้รู้ความจริงทั้งหมด... และในวันนั้น เจ้าจะต้องเลือกเพลิงเพียงหนึ่งเดียว... ระหว่างแสงสว่าง... หรือความมืดมิด"*
ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องรับรองอีกครั้ง มู่หรงเสวี่ยมองหน้าหลินเฟยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นางเอื้อมมือไปแตะแขนเขาเบาๆ เพื่อส่งผ่านความอบอุ่น "หลินเฟย... ท่านจะทำอย่างไรต่อไป? เจ็ดวันมันกระชั้นชิดเกินไป หากตระกูลหลินและสำนักกระบี่เมฆาร่วมมือกันจริงๆ..."
หลินเฟยไม่ตอบคำถาม เขายื่นมือออกไปสัมผัสกลีบของ "บัวหิมะเก้าตะวัน" ช้าๆ ปลายนิ้วของเขาซึมซับพลังงานอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมา รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มของนักล่าผู้ถือไพ่เหนือกว่าในวินาทีสุดท้าย
"ในเมื่อพวกมันอยากได้เพลิงวิเศษของข้า..."
หลินเฟยกระซิบเบาๆ นัยน์ตาคมกริบทอประกายแสงสีรุ้งเจิดจ้า ลมปราณรอบตัวระเบิดออกอย่างรุนแรงจนผนังห้องสั่นสะเทือน
"ข้าก็จะหลอม 'โอสถโลหิตผลาญสวรรค์' ขึ้นมาสักหม้อ... เพื่อต้อนรับการมาเยือนของพวกมันในอีกเจ็ดวันข้างหน้า!"
ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยปิดฝากล่องไม้ลงนั้นเอง เสียงเคาะประตูสามครั้งอย่างเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้อง... ตามด้วยเสียงรายงานที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องสะดุดกึก
"เรียนคุณชายหลิน... มีแขกผู้ไม่ได้รับเชิญมาเยือนสำนักประมูลของเราขอรับ..." ผู้จัดการฝ่ายในวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่ไหว "สะ... แขกผู้นั้นอ้างว่าเป็น... เป็น..."
"เป็นใคร?" หลินเฟยหันขวับ น้ำเสียงกดต่ำด้วยความหงุดหงิด
"เป็น... ตัวท่านเองในวัยเด็ก... ที่ถูกสตาฟฟ์ร่างไว้ในผลึกน้ำแข็งโบราณจากแดนลับสวรรค์ขอรับ!"
---
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เพลิงโอสถสวรรค์" มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 23
รางวัลที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!