“หากเจ้ายังลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที เพลิงสวรรค์นี่ก็จะเผาผลาญศิลาหมื่นปีให้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านที่ไร้ค่า!”
เสียงตวาดก้องของหลินเฟยสะท้อนไปทั่วห้องโถงลับใต้ดิน แรงกดดันจากไอความร้อนมหาศาลทำให้มู่หรงเสวี่ยที่ยืนห่างออกไปสามจั้งต้องขยับกายถอยหลัง ใบหน้าของนางซีดเผือด แต่ดวงตาที่จับจ้องไปยังเบื้องหน้ากลับสั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง
เบื้องหน้าของหลินเฟย เปลวเพลิงสีครามเข้มกำลังบิดเบี้ยวและแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม มันไม่ใช่เพลิงธรรมดา แต่คือ ‘เพลิงเก้าสี’ ที่เขารีดเค้นออกมาจากแก่นแท้แห่งชีวิต ทุกครั้งที่เปลวเพลิงกระเพื่อม มิติรอบข้างจะบิดเบี้ยวราวกับกระดาษที่ถูกไฟเผา หลินเฟยสะบัดฝ่ามือคราหนึ่ง ‘กระดูกมังกรดึกดำบรรพ์’ ที่เขาประมูลมาด้วยราคามหาศาลในตอนก่อนหน้านี้ ก็ลอยละล่องเข้าสู่ใจกลางเพลิง
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” มู่หรงเสวี่ยตะโกนแทรกเสียงลมพัดหวิว “การหลอมกระดูกมังกรด้วยเพลิงธาตุระดับนี้โดยไม่ใช้เตาหลอมโอสถ นั่นเท่ากับเจ้ากำลังเอาชีวิตไปเสี่ยงกับแรงระเบิดของพลังปราณที่อาจทำให้ร่างเจ้าแหลกเป็นผุยผง!”
หลินเฟยไม่ตอบ สายตาของเขามุ่งมั่นและคมกริบประหนึ่งกระบี่เล่มงาม เขาใช้กระแสจิตควบคุมเปลวเพลิงให้โอบล้อมกระดูกมังกรอย่างประณีต ความร้อนแรงระดับที่สามารถละลายหินผาได้ในพริบตาเริ่มขัดเกลาผิวสัมผัสของกระดูกมังกรให้กลายเป็นของเหลวสีโลหิตที่ไหลเวียนราวกับมีชีวิต
“เสวี่ยเอ๋อ หากข้าไม่กล้าเดิมพันด้วยชีวิตในวันนี้ วันหน้าข้าจะเอาอะไรไปทวงคืนความยุติธรรมให้กับตระกูลที่ล้มตายไปได้?” หลินเฟยกล่าวพลางเค้นพลังปราณออกมาอีกระลอก เส้นเลือดบนแขนของเขาปูดโปน ร่างกายเริ่มมีไอสีทองพุ่งออกมาเป็นสาย “จงดูให้ดี... การกำเนิดของอาวุธระดับตำนาน มันไม่ได้เริ่มต้นจากความปลอดภัย แต่เริ่มต้นจาก ‘ความกล้า’ ที่จะทำลายกฎเกณฑ์!”
บรรยากาศในห้องโถงหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยภูเขาสูง มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าชายผู้นี้ไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากแผนการ แต่สิ่งที่เขาทำอยู่นี้มันเหนือกว่าความรอบคอบไปไกลถึงขั้นบ้าบิ่น หลินเฟยกำลังเปลี่ยนเพลิงเก้าสีให้กลายเป็นค้อนเหล็กแห่งบรรพชน เขากำลังใช้เจตจำนงของตนเองเป็นแม่พิมพ์ในการหล่อหลอมอาวุธ
ผ่านไปนานนับชั่วยาม อากาศเริ่มสั่นสะเทือนถี่ขึ้น ของเหลวสีโลหิตจากกระดูกมังกรค่อยๆ รวมตัวกันเป็นรูปร่างของกระบี่สั้นที่ไร้คมแต่แฝงไว้ด้วยรังสีสังหารที่รุนแรงจนมู่หรงเสวี่ยต้องใช้พลังปราณสร้างม่านป้องกันไว้รอบกาย
“ยังไม่พอ... ยังไม่พอ!” หลินเฟยคำราม ลมหายใจของเขาเริ่มหอบถี่ เพลิงเก้าสีในมือเปลี่ยนเป็นสีรุ้งเจิดจ้า เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ เขาหยด ‘โลหิตแห่งหัวใจ’ ของตนเองลงไปในเพลิง!
*ครืนนนนน!*
เสียงฟ้าลั่นสะท้านไปถึงภายนอกสำนักประมูล พื้นดินใต้เท้าสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังงานมหาศาลปะทุออกจากตัวอาวุธ กระบี่สีรุ้งที่กำลังก่อตัวพุ่งขึ้นสู่อากาศราวกับมังกรที่ตื่นจากหลับไหล มันแผ่รังสีแห่งเทพเซียนที่กดทับผู้คนรอบข้างให้ต้องทรุดเข่าลงกับพื้น
“สำเร็จแล้ว...” หลินเฟยทรุดลงนั่งกับพื้น ใบหน้าซีดเซียวทว่ารอยยิ้มกลับเปี่ยมไปด้วยชัยชนะ เขาเอื้อมมือไปคว้ากระบี่นั้นไว้ ความเย็นเยียบจากตัวกระบี่ซึมผ่านฝ่ามือไปถึงจิตวิญญาณ แต่มันกลับยอมสยบภายใต้รอยเลือดของเขา
มู่หรงเสวี่ยรีบพุ่งเข้าไปประคองตัวเขาไว้ “เจ้าทำได้... เจ้าจริงๆ ด้วย” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แต่เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่? อาวุธชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อต่อสู้ในงานประมูล แต่มันดูเหมือน... กุญแจ”
หลินเฟยหันไปมองมู่หรงเสวี่ย ดวงตาที่อ่อนล้าทว่าลุ่มลึกของเขาสะท้อนภาพกระบี่ที่เปล่งแสงจางๆ “เสวี่ยเอ๋อ เจ้าเคยได้ยินตำนานของ ‘หอคอยบรรพชนลับ’ ที่ซ่อนอยู่ในมิติที่ห้าหรือไม่?”
มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง “เจ้าหมายถึงสถานที่ที่เหล่าเทพเซียนถูกกักขังไว้น่ะหรือ? แต่นั่นมันเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานเพื่อขู่เด็กๆ เท่านั้นนะ!”
หลินเฟยหยัดกายขึ้นยืนช้าๆ รังสีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขารุนแรงขึ้นกว่าเดิม “ถ้ามันเป็นแค่ตำนาน แล้วเหตุใด... จี้หยกที่ตกทอดมาจากตระกูลของข้าถึงตอบสนองต่อกระบี่เล่มนี้อย่างรุนแรงถึงเพียงนี้?”
เขายกมือขวาขึ้น กระบี่เล่มนั้นสลายกลายเป็นละอองแสงพุ่งเข้าสู่รอยสักรูปมังกรบนข้อมือของเขา ทันใดนั้น ประตูมิติเบื้องหลังเขาก็เปิดออกด้วยแรงสั่นสะเทือนมหาศาล เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดของมิติที่เปิดกว้าง ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเงินสลักลายดาวเดือน ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากหยกนั้นช่างคุ้นตาหลินเฟยอย่างน่าประหลาด
“เจ้าใช้เพลิงเก้าสีหลอมกุญแจเปิดประตูนี้ได้จริงๆ สินะ... หลินเฟย” เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย “แต่เจ้าคงลืมไปว่า ทุกครั้งที่ประตูบานนี้เปิดออก จะต้องมีหนึ่งชีวิตที่ต้องถูกแลกเปลี่ยน”
หลินเฟยชักมือกลับมาจับด้ามกระบี่ที่ปรากฏขึ้นใหม่ในอากาศทันที ดวงตาของเขาหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง “ท่านคือใคร? และเหตุใดจึงรู้จักนามของข้า?”
บุคคลลึกลับขยับหน้ากากหยกเผยให้เห็นเพียงริมฝีปากที่ยกยิ้มอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะหยิบจดหมายประทับตรามังกรดำที่ทำจากโลหะชั้นยอดออกมาวางตรงหน้าหลินเฟย “ข้าไม่ใช่ศัตรู แต่ข้าคือคนที่นำ ‘คำสั่งเสียสุดท้าย’ ของบิดาเจ้ามามอบให้... และบอกเจ้าไว้ก่อนนะ ว่าตระกูลที่เจ้ากำลังจะไปล้างแค้น ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เดินดินอย่างที่เจ้าคิดหรอก”
เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในตอนนี้นะครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 21
ยกระดับเพลิงเก้าสี
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!