จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 33

กลับสู่เมืองหลวง

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"หากเจ้าคิดว่าตราประทับตระกูลหลินจะช่วยคุ้มหัวพวกเจ้าได้ตลอดไปละก็... ข้าเกรงว่าเจ้าคงเข้าใจผิดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอสังหารดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันบริเวณทางเข้าหลักของสำนักประมูล 'โอสถเทวะ' ณ ใจกลางเมืองหลวงที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้เบื้องหน้าของหลินเฟยและมู่หรงเสวี่ยไม่ใช่ความคึกคักของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่มาแก่งแย่งโอสถ แต่เป็นแผงไม้หนาหนักที่ตอกปิดตายประตูทุกบาน พร้อมกับป้ายประกาศสีแดงชาดที่ติดประจานไว้ว่า 'สถานที่นี้ถูกยึดโดยคำสั่งราชสำนัก' หลินเฟยหยุดฝีเท้าลง ดวงตาเรียบเฉยดุจผิวน้ำในบ่อลึกจ้องมองไปยังรอยประทับตรามังกรบนกระดาษประกาศนั้น เขาไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาให้เห็น มีเพียงมุมปากที่กระตุกยิ้มอย่างเย็นเยียบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่มู่หรงเสวี่ยรู้ดีที่สุดว่า... พายุเลือดกำลังจะก่อตัว "พี่หลิน... ดูเหมือนว่าระหว่างที่เราไม่อยู่ในเมืองหลวง ฝ่ายที่จ้องเล่นงานเราคงไม่เพียงแค่เฝ้ามอง แต่พวกมันถึงขั้น 'กล้า' ใช้ตราประทับของราชวงศ์มาปิดตายธุรกิจของเราแล้ว" มู่หรงเสวี่ยกล่าวพลางกระชับผ้าคลุมไหล่ แม้ใบหน้าจะยังคงความงามสง่าราวกับดอกบัวหิมะ แต่แววตานางฉายความคมกริบดุจมีดพกที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ "การยึดสำนักประมูลไม่ใช่เรื่องง่าย หากปราศจากการสนับสนุนจากคนภายในตระกูลใหญ่ หรือแม้แต่คนของวังหลวงเอง" หลินเฟยกล่าวพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูไม้ เขาไม่ได้ใช้กำลังทำลาย แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสเบาๆ ลงบนรอยผนึกปราณที่ติดอยู่กับป้ายประกาศ "น่าสนใจ... รอยผนึกนี้เป็นของสำนักกระบี่หิมะเมฆา ดูท่าทาง 'ศิษย์พี่ใหญ่' ของเจ้าคงไม่ต้องการให้ข้ากลับมาเปิดร้านทันเวลาสินะ" "ท่านหมายความว่า... คนของสำนักเราหักหลังเรา?" มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น "ไม่ใช่แค่หักหลัง แต่พวกมันกำลัง 'แบ่งเค้ก' กันอย่างเมามันในตอนที่เราไม่อยู่" หลินเฟยดึงมือออก พลันปรากฏเปลวเพลิงสีครามจางๆ วูบไหวที่ปลายนิ้ว "เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าจำได้ไหมที่ข้าเคยบอกว่า การค้าขายคือสงครามรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ในสงครามนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้ดาบเสมอไป... ถ้าศัตรูคิดจะปิดล้อมเราด้วยกฎหมายและอำนาจ เราก็แค่ทำให้กฎหมายนั้นกลายเป็นเศษกระดาษที่ไร้ค่าก็พอ" ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา ทหารยามในชุดเกราะทองคำกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาล้อมรอบพวกเขาไว้ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางฝ่ายคลังก้าวออกมาเบื้องหน้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งขณะมองดูคนทั้งสองที่สวมชุดเดินทางดูเรียบง่าย "ที่นี่คือพื้นที่หวงห้าม ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้ามายืนป้วนเปี้ยนแถวนี้? ไม่เห็นป้ายประกาศหรืออย่างไรว่าสำนักประมูลโอสถเทวะถูกอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบเนื่องจากข้อหาฟอกเงินและสนับสนุนกบฏ!" ขุนนางผู้นั้นตวาดเสียงกร้าว หลินเฟยหันไปมองช้าๆ สายตาของเขาราวกับจะกรีดแทงทะลุเข้าไปในจิตใจของชายผู้นั้น "ท่านขุนนาง ท่านแน่ใจหรือว่าสำนักแห่งนี้ 'ฟอกเงิน'? หรือเป็นเพราะว่าท่านยังไม่ได้นับผลกำไรที่ควรจะได้จากข้า... เลยตัดสินใจเลือกที่จะปล้นกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้?" "บังอาจ! เจ้าเป็นเพียงพ่อค้าโอสถต่ำต้อย มีสิทธิ์อะไรมากล้าหมิ่นเกียรติราชการ!" ขุนนางผู้นั้นชักกระบี่ออกมา แต่ทว่ายังไม่ทันที่คมกระบี่จะพ้นฝัก หลินเฟยก็ได้เคลื่อนกายไปประชิดตัวเขาด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า ฝ่ามือหนึ่งข้างวางลงบนบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ ทว่ากลับทำให้พื้นดินรอบข้างแตกละเอียดกระจายออกเป็นวงกว้าง "ข้าไม่ชอบเล่นเกมกับคนโง่" หลินเฟยกระซิบที่ข้างหู "กลับไปบอกเจ้านายของเจ้า ว่าข้ากลับมาแล้ว และภายในชั่วยามนี้ หากสำนักของข้าไม่เปิดออก และข้าวของทุกชิ้นไม่กลับมาวางอยู่ที่เดิม... ข้าจะทำให้คลังหลวงของพวกเจ้า 'ว่างเปล่า' ยิ่งกว่ากระเป๋าของขอทานข้างถนน" แรงกดดันจากปราณมหาศาลถาโถมใส่ร่างขุนนางจนเขาทรุดเข่าลงกับพื้น ลมหายใจของเขาติดขัดทันทีราวกับถูกบีบคอด้วยมือที่มองไม่เห็น ทหารยามรอบข้างต่างถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" ขุนนางเค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก หลินเฟยปล่อยมือแล้วถอยหลังกลับมายืนข้างมู่หรงเสวี่ยอย่างสง่างาม เขาหยิบเหรียญตราหยกสีม่วงแวววาวออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนลงบนพื้น หยกนั้นสั่นสะท้อนแสงสีม่วงประหลาด สร้างความตระหนกแก่ผู้ที่พบเห็นจนใบหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักว่านั่นคือตราของ 'หอการค้าวิญญาณสวรรค์' ที่แม้แต่องค์จักรพรรดิยังต้องเกรงใจ "ไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่แค่ไล่ท่านกลับ" หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบ ทหารกลุ่มนั้นรีบหามเจ้านายของตนหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด มู่หรงเสวี่ยมองดูเหรียญหยกบนพื้นด้วยรอยยิ้มบางๆ "ท่านใช้ไพ่ตายเร็วเกินไปหรือเปล่า? หากข่าวนี้แพร่ออกไป ศัตรูอาจจะบุกมาเร็วกว่าที่เราเตรียมการไว้นะครับ" "ความเร็วไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราครับเสวี่ยเอ๋อร์ สิ่งที่ข้าต้องการคือเวลา... เวลาให้พวกมันได้ตื่นตระหนก" หลินเฟยหันไปมองประตูสำนักอีกครั้ง แต่ทว่าในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไป สัมผัสที่หกของเขากลับเตือนถึงอันตรายที่มาจากเบื้องบน เสียงปรบมือดังแผ่วเบามาจากหลังคาอาคารฝั่งตรงข้าม เงาร่างหนึ่งในชุดสีดำสนิทราวกับกลืนไปกับความมืดกำลังนั่งไขว่ห้างมองลงมา หลินเฟยเงยหน้าขึ้น ดวงตาหรี่ลงทันทีเมื่อเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้น "หลินเฟย... ยินดีต้อนรับกลับสู่ 'นรก' ของเจ้า" ชายบนหลังคากล่าวด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือเสียงของน้องชายต่างมารดาที่เขาเคยส่งไปตายในสนามรบเมื่อสามปีก่อน "หลินเซียว... เจ้ายังไม่ตาย" หลินเฟยพึมพำ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงด้วยคลื่นอารมณ์ที่รุนแรงดั่งพายุใต้ผิวเผิน ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไม่ใช่การกลับมาของน้องชาย แต่มันคือเด็กสาวที่หลินเซียวจับไว้ในมือ... นางคือคนสนิทที่เขาฝากให้ดูแลคลังสำรองโอสถที่สำคัญที่สุด และตอนนี้ คอของนางกำลังถูกคมกระบี่จ่อไว้จนเลือดซึมออกมา! เหตุการณ์ในบทนี้ยังคงทิ้งปมที่ชวนให้ติดตามต่ออย่างเข้มข้น หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับการผจญภัยของหลินเฟยในครั้งนี้และมาร่วมลุ้นไปพร้อมกันในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%