"เจ้ากำลังบอกข้าว่า... โอสถระดับปฐพีเก้าสีที่หลอมขึ้นโดยไร้สิ่งเจือปนนั้น มีที่มาจากเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในเมืองหลวงได้เพียงสามเดือนงั้นหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลดังขึ้นภายในห้องลับของตระกูลเว่ย ผู้นำตระกูลเว่ยหรี่ตามองบุตรชายที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายของปราณระดับราชันย์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นทำให้บรรยากาศในห้องดูหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
"ท่านพ่อ... ข้าส่งสายสืบที่ไว้ใจได้ที่สุดติดตาม 'หลินเฟย' ไปแล้วครับ แต่ทุกครั้งที่เขาเข้าสู่หอประมูลเมฆาคล้อย เขาจะหายตัวไปในห้องรับรองพิเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน โอสถเหล่านั้นก็จะปรากฏบนแท่นประมูล" บุตรชายตระกูลเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ที่น่าแปลกคือ... มู่หรงเสวี่ยเองก็ดูเหมือนจะเกรงใจเขาอย่างผิดปกติ นางถึงขั้นมอบ 'ป้ายหยกมังกรทอง' ให้แก่เขา ทั้งที่คนผู้นี้ไร้ฐานะทางสายเลือดในเมืองหลวง!"
หลินเฟยนั่งจิบชาอยู่ในห้องรับรองชั้นบนสุดของหอประมูลเมฆาคล้อย สายตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเดินขวักไขว่ในตลาดมืดเบื้องล่าง เขาไม่ได้ยินคำสนทนาในห้องลับของตระกูลเว่ย แต่สัญชาตญาณของเขากำลังเตือนภัย
"เจ้ากำลังคิดเรื่องตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอยู่ใช่หรือไม่?"
เสียงนุ่มนวลของมู่หรงเสวี่ยดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยที่ลอยมาแตะจมูก นางวางถาดโอสถที่เพิ่งหลอมเสร็จใหม่ๆ ลงบนโต๊ะไม้หอม ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม สายตาของนางที่มองเขาไม่ได้มีเพียงความชื่นชมในฐานะคู่ค้า แต่มันมีความลึกซึ้งที่ซ่อนความห่วงใยเอาไว้
"คนพวกนั้นเริ่มขุดคุ้ยประวัติข้าแล้วครับคุณหนูมู่" หลินเฟยวางจอกชาลงอย่างเชื่องช้า "โอสถที่ข้าส่งให้พวกท่าน... มันมีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่นักปรุงโอสถในเมืองนี้จะทำได้ ตระกูลที่กระหายอำนาจย่อมไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปแน่นอน"
"แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?" มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางไหววูบ "หากเจ้าต้องการข้าจะส่งองครักษ์เงาไปกำจัดพวกที่เริ่มสืบเรื่องนี้เสียให้หมด"
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มของเขาดูเจ้าเล่ห์แต่ก็แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด เขาหยิบหยกสื่อสารออกมาหมุนเล่นในมือ "อย่าเพิ่งใช้กำลังเลยครับ การทำให้ศัตรูตายด้วยดาบนั้นง่ายเกินไป แต่การทำให้ศัตรู 'จนตรอก' ด้วยผลประโยชน์... นั่นต่างหากคือวิธีที่ผู้ชนะเขาทำกัน"
เขาโน้มตัวไปข้างหน้า กระซิบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ทุกคำพูดกลับทำให้มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง
"ข้าต้องการให้ท่านประกาศการประมูลพิเศษในอีกสามวันข้างหน้า... นำโอสถของข้าออกไปประมูลเพียงหนึ่งเม็ด แต่เงื่อนไขไม่ใช่เงินทอง ข้าต้องการ 'ความลับ' ของตระกูลเว่ยและตระกูลจ้าวเป็นการแลกเปลี่ยน"
"เจ้ากำลังเล่นกับไฟนะหลินเฟย!" มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ใบหน้าของนางประดับด้วยความตกตะลึง "นั่นมันหมายถึงการประกาศสงครามกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ทั้งสองตระกูลพร้อมกันเลยนะ!"
"ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ใครที่ถือครอง 'โอสถสวรรค์' ผู้นั้นคือผู้คุมชะตาครับ" หลินเฟยลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาส่งกลิ่นอายอันเข้มข้นของเพลิงวิเศษเก้าสีออกมาเพียงชั่ววูบจนมู่หรงเสวี่ยต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว "ตระกูลที่รุ่งเรืองเพราะเงินทอง กำลังจะล่มสลายเพราะความโลภของตัวเอง ผมแค่จะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้มันเร็วขึ้นเท่านั้น"
ทว่า ในขณะที่ทั้งสองกำลังวางแผนการครั้งใหญ่ เสียงเคาะประตูห้องรับรองก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง
"คุณหนูมู่! ขออภัยที่ต้องรบกวนครับ! แต่คนจากสำนักโอสถหลวงมาถึงหน้าหอประมูลแล้ว พวกเขาอ้างว่าได้รับคำสั่งด่วนจากจักรพรรดิให้มาตรวจสอบ 'ต้นกำเนิดโอสถที่ผิดปกติ' ในหอประมูลของเรา!"
ใบหน้าของมู่หรงเสวี่ยเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที การที่สำนักโอสถหลวงเข้ามาแทรกแซงนั้นเป็นสถานการณ์ที่เกินความคาดหมายไปไกลนัก หลินเฟยหันไปมองประตูที่ถูกปิดสนิท แววตาที่เคยสุขุมกลับปรากฏประกายของเพลิงสีทองรุนแรงขึ้น
เขาไม่ได้ตกใจ แต่มุมปากของเขากลับกระตุกยิ้มที่ดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
"ในที่สุด... ปลาตัวใหญ่ที่สุดก็ติดเบ็ดแล้วครับ" หลินเฟยกล่าวพลางเดินตรงไปที่ประตู "เตรียมตัวให้พร้อมนะครับคุณหนูมู่ เพราะนับจากวินาทีนี้ไป เกมการค้าจะถูกเปลี่ยนเป็นเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิต... และข้าไม่มีทางแพ้ในเกมที่ข้าเป็นคนวางหมากเองกับมือ"
เขาผลักประตูออกไป เผยให้เห็นขบวนทหารเกราะทองของราชสำนักที่ยืนตระหง่านอยู่เต็มโถงทางเดิน ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าหน่วยของสำนักโอสถหลวงก้าวออกมาข้างหน้า เขาไม่ใช่คนของราชสำนักที่หลินเฟยรู้จัก แต่เป็นชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทที่ดวงตาทั้งสองข้างบอดสนิททว่ากลับแผ่รัศมีที่กดทับวิญญาณของผู้ที่อยู่รอบข้างให้สั่นสะท้าน
ชายชราผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่าดุจเสียงเหล็กครูดกับกระดูก "เด็กหนุ่ม... เจ้าคือผู้ที่ครอบครอง 'เพลิงโอสถสวรรค์' ที่หายสาบสูญไปนานนับหมื่นปีคนนั้นสินะ?"
บรรยากาศในโถงทางเดินหยุดนิ่งทันที มู่หรงเสวี่ยที่ตามมาข้างหลังถึงกับเข่าอ่อนจนต้องยันกำแพงไว้ หลินเฟยรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ทหารของจักรพรรดิ... แต่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับลึกลับที่ข้ามผ่านด่านอาคมมาเพื่อไล่ล่าเขาโดยเฉพาะ ความลับที่เขาพยายามซ่อนไว้กำลังถูกกระชากออกมาต่อหน้าศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในรอบหลายร้อยปี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับ เพลิงโอสถสวรรค์ขอขอบพระคุณครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 18
คลื่นใต้น้ำ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!