"เสียงระเบิดเมื่อครู่... คือสัญญาณบอกเหตุว่าตระกูลหลงก้าวพลาดเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสินะครับ"
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันสีเทาที่คละคลุ้งไปทั่วลานประลองตระกูลเอกแห่งเมืองหลวง เศษซากอิฐหักและคานไม้ระเนระนาดทับถมกันจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไหม้ของพลังปราณที่ระเบิดออกอย่างรุนแรงเมื่อครู่ ทุกสายตานับร้อยคู่ต่างจดจ้องไปยังร่างโปร่งในชุดคลุมสีครามปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน
หลินเฟยยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่นหินสูง แขนเสื้อสะบัดเบาๆ ตามแรงลมที่พัดผ่าน ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงแววตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนทรา เขากวาดสายตามองความพินาศตรงหน้าด้วยความรู้สึกเยnชา ก่อนจะเหลือบมองป้ายตระกูลหลงที่กำลังถูกเปลวเพลิงสีครามเผาผลาญจนมอดไหม้
"หลินเฟย! เจ้าสารเลว กล้าดีอย่างไรถึงชักนำศัตรูเข้ามาทำลายรากฐานนับพันปีของพวกเรา!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวและสิ้นหวังดังขึ้นจากหลงเทียน ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสแห่งตระกูลหลง สภาพของเขาในตอนนี้ช่างน่าอนาถนัก เสื้อผ้าขาดวิรุจน์ ใบหน้าเปรอะเปื้อนเขม่าควันและคราบเลือด มุมปากมีลิ่มเลือดไหลซึม ร่างกายสั่นเทาด้วยความแค้นที่สุมอกจนแทบกระออกมาเป็นเลือด ปราณแท้จริงระดับกำเนิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งออกมาอย่างไร้ทิศทาง บ่งบอกถึงอาการสติแตกอย่างถึงขีดสุด
หลินเฟยเพียงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้สื่อถึงความสุข หากแต่เป็นความเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ทำลายรากฐาน? หลงเทียน... ท่านดูถูกคำว่า 'ความยุติธรรม' เกินไปแล้วนะครับ" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่ากังวานก้องไปทั่วบริเวณจนทุกคนต้องเงียบกริบ "วันที่ตระกูลหลงของพวกท่านร่วมมือกับสำนักมารโลหิตสังหารล้างบางตระกูลหลินของข้าอย่างไร้ความปรานี พวกท่านเคยคิดถึงรากฐานของผู้อื่นบ้างหรือไม่? วันนี้... สิ่งที่พวกท่านได้รับ มันเป็นเพียงแค่ดอกเบี้ยก้อนแรกเท่านั้น"
สิ้นคำพูดของหลินเฟย บรรยากาศรอบด้านก็ยิ่งดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง เหล่าผู้อาวุโสและยอดฝีมือจากตระกูลรองและตระกูลสายย่อยที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ต่างหน้าซีดเผือก พวกเขาตระหนักดีแล้วว่า การตัดสินใจยืนอยู่ผิดฝั่งในศึกครั้งนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตและชื่อเสียงของตระกูล
ทว่า ในขณะที่ความขัดแย้งกำลังเดินทางมาถึงจุดแตกหัก ร่างบอบบางในชุดกระโปรงยาวสีเพลิงปักลายหงส์ทองก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลินเฟยอย่างสง่างาม กลิ่นอายอันทรงพลังของโอสถระดับสูงลอยคละคลุ้ง พร้อมกับป้ายหยกประมูลทองคำแท้ที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงจนแสบตา
มู่หรงเสวี่ยปรายตามองกองกำลังตระกูลหลงที่เหลือรอดด้วยแววตาเฉียบคม นางยกพัดหยกในมือขึ้นปิดรอยยิ้มบางเบາ เอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้
"เรียนทุกท่านแห่งตระกูลหลง ทางสำนักประมูลหมื่นสมบัติได้กว้านซื้อหนี้สินทั้งหมดของพวกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว ในเมื่อพวกท่านไม่มีปัญญาชดใช้... ทรัพย์สิน ที่ดิน และคลังสมบัติทั้งหมดของตระกูลหลง จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเราอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะครับ"
คำพูดประโยคเดียวเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของคนตระกูลหลง สมบัติที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน ถูกพรากไปในพริบตาโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารแม้แต่คนเดียว นี่คือการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจบดขยี้ศัตรูให้จมดินอย่างไร้ความปราณี ซึ่งเป็นสไตล์ที่มู่หรงเสวี่ยถนัดที่สุด
หลงเทียนกระอักเลือดออกมาคำโตเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาสะบัดหน้ามองคนทั้งสองสลับกันด้วยความรู้สึกตื่นตระหนกและสิ้นหวังสุดขีด "พวกเจ้า... พวกเจ้าวางแผนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!"
"การค้าก็คือสงคราม ใครไร้ซึ่งสติปัญญาและความระแวดระวัง ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า เป็นสัจธรรมธรรมดาไม่ใช่หรือครับ?" หลินเฟยกล่าวเสียงเรียบ ก้าวเท้าเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน แรงกดดันระดับปราณวิญญาณแท้จริงกดทับลงบนร่างของหลงเทียนจนเข่าทรุดฮวบลงกับพื้น
ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยกำลังจะยกมือขึ้นปิดฉากความแค้นสิบปีนี้เอง ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วราวกับมีพายุเฮอริเคนกำลังก่อตัว รัศมีพลังกดดันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าหลงเทียนนับร้อยเท่าแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน จนยอดฝีมือหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที นางก้าวเข้ามาขนาบข้างหลินเฟย พร้อมกับหยิบขวดหยกบรรจุโอสถลึกลับออกมาถือไว้ในมืออย่างระแวดระระวัง
"ระวังตัวด้วยนะครับหลินเฟย... พลังนี้ไม่ใช่ระดับที่มนุษย์ในดินแดนนี้จะครอบครองได้"
หลินเฟยหรี่ตาลงมองขึ้นไปบนท้องฟ้า สีหน้าสุขุมไร้ความตื่นกลัว แต่แววตากลับฉายแววระแวดระวังอย่างถึงที่สุด เขารู้ดีว่าเบื้องหลังตระกูลหลงยังมีเงาของขั้วอำนาจลึกลับคอยชักใยอยู่ แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าส่งตัวตนระดับนี้ลงมาแทรกแซงสงครามกลางเมืองด้วยตนเอง
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด รอยแยกมิติสีดำสนิทก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสียงหัวเราะแหบพร่าและเย็นเยียบดังสะท้อนก้องกังวานราวกับมาจากขุมนรก เดเด่นชัดในโสตประสาทของทุกคน
"ช่างบังอาจนัก... กล้าดีอย่างไรถึงมาสังหารสุนัขรับใช้ของเราถึงที่นี่, เจ้าหนูหลินเฟย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการล้างแค้นของเจ้าจะจบลงแค่นี้?"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นเหนือซากปรักหักพังอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าของมันถูกปกกุมด้วยหน้ากากกระดูกอสูรสีเลือด และสิ่งที่ทำให้หลินเฟยต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก็คือกลิ่นอายพลังที่เล็ดลอดออกมาจากร่างนั้น... มันคือกลิ่นอายเดียวกับผู้ที่เคยสังหารบิดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เพลิงโอสถสวรรค์" มาโดยตลอด แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 49
สงครามกลางเมือง
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!