"พิษดอกเหมันต์ราตรี... ช่างเป็นของขวัญที่ประณีตเสียจริง"
หลินเฟยแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้ปลายมือจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน แต่ดวงตาของเขากลับราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลม เขาขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย เพลิงเก้าสีที่ซ่อนเร้นอยู่ในกระแสปราณก็พุ่งพล่านดั่งมังกรเพลิงที่หิวโหย มันเผาผลาญไอพิษที่แทรกซึมอยู่อย่างรวดเร็วราวกับน้ำแข็งที่ถูกโยนลงในเตาหลอมเหล็ก
มู่หรงเสวี่ยที่นั่งอยู่ตรงข้ามประคองมือเขาไว้แน่น ใบหน้าของนางซีดเผือดแต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบ "ท่านพี่... คนตระกูลจ้าวช่างไร้ยางอายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของหอโอสถ กลับกล้าลงมือด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้"
หลินเฟยดึงมือกลับช้าๆ ก่อนจะหยิบจอกสุราขึ้นมาหมุนวน "การฆ่าคนต้องอาศัยดาบ แต่การทำลายตระกูล... ต้องอาศัย 'ความชอบธรรม' ต่างหากเล่าเสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ว่าในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ การลงมือฆ่าศัตรูทิ้งทันทีนั้นง่ายเกินไป แต่การปล่อยให้พวกเขาทำลายตัวเองด้วยความโลภและหายนะที่สร้างขึ้นมาเองนั้น... สนุกกว่ากันเยอะ"
บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองของสำนักประมูลเงียบกริบจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้าง หลินเฟยลุกขึ้นยืน รัศมีอำนาจบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบกายดูจะหนักอึ้งขึ้นถนัดตา เขาเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างที่เปิดกว้างเผยให้เห็นคฤหาสน์ตระกูลจ้าวที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟจากโคมระย้าในคฤหาสน์นั้นดูโอ่อ่า แต่มันก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่ผุพัง
"วันนี้ตระกูลจ้าวจัดงานเลี้ยงใหญ่ใช่ไหม?" หลินเฟยถามน้ำเสียงราบเรียบ
"ใช่ค่ะ... อ้อ ขออภัย ท่านพี่" มู่หรงเสวี่ยรีบแก้คำพูดทันที "สายข่าวรายงานว่าพวกเขาเชิญผู้อาวุโสจากสำนักกระบี่สวรรค์มาร่วมฉลอง เพื่อประกาศศักดาเหนือหอโอสถของเรา"
"ประกาศศักดาหรือ?" หลินเฟยเหยียดยิ้มที่มุมปาก "น่าขำนัก ในเมื่อพวกเขาอยากประกาศศักดา ข้าก็จะมอบ 'โศกนาฏกรรม' ให้เป็นของขวัญวันเปิดงาน"
เขาหยิบขวดหยกขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ภายในบรรจุหยาดโอสถเหลวสีเงินยวงที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาว "เสวี่ยเอ๋อร์ ส่งคำสั่งไปยังทุกเครือข่ายของเรา ถอนเงินทุนคืนจากกิจการของตระกูลจ้าวทั้งหมดในชั่วยามนี้ และประกาศกักกันการขายสมุนไพรหายากทุกชนิดให้แก่ทุกร้านค้าที่เป็นพันธมิตรกับพวกมัน... ให้พวกมันรู้ว่า โอสถในแผ่นดินนี้ ใครเป็นผู้กำหนดราคา"
มู่หรงเสวี่ยดวงตาเป็นประกาย นางพยักหน้าอย่างรู้ใจ ก่อนจะหยิบตราประทับทองคำขึ้นมาสั่งการผ่านค่ายกลสื่อสารทันที
หนึ่งชั่วยามต่อมา ความโกลาหลก็บังเกิดกลางงานเลี้ยงของตระกูลจ้าว พ่อค้าวานิชที่เคยประจบสอพลอต่างพากันถอนตัวเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดโอสถที่หลินเฟยเป็นผู้คุมเบ็ดเสร็จ อำนาจเงินที่เคยสั่งได้ทุกอย่างของตระกูลจ้าวเริ่มสั่นคลอนอย่างหนักเมื่อพบว่า 'โอสถฟื้นฟู' ที่พวกเขาพึ่งพานั้นขาดตลาดลงฉับพลัน
หลินเฟยไม่ได้อยู่เฉย เขาก้าวเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวในฐานะแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าขวางทาง กลิ่นอายของยอดฝีมือที่คุ้มกันเขาอยู่นั้นกดดันจนบ่าวไพร่ต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น
"ผู้อาวุโสจ้าว" หลินเฟยเอ่ยทักทายชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน น้ำเสียงของเขาสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา "ท่านคงจำได้ว่าข้าเคยเตือนเรื่องสัญญาซื้อขายโอสถไปเมื่อเดือนก่อน แต่วันนี้ข้ากลับพบว่าโอสถที่ข้าส่งมอบให้ไป กลับถูกนำไปผสมเจือจางขายต่อในนามสินค้าด้อยคุณภาพ... การดูหมิ่น 'เพลิงโอสถสวรรค์' เช่นนี้ ท่านคิดว่าข้าควรจัดการอย่างไรดี?"
ชายชราตระกูลจ้าวหน้าถอดสี "เจ้า... เจ้าอย่าได้ลำพองใจ! ที่นี่คือตระกูลจ้าว มีผู้อาวุโสจากสำนักกระบี่สวรรค์คอยคุ้มครอง..."
ยังไม่ทันสิ้นคำ หลินเฟยก็ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากอากาศว่างเปล่า เผาทำลายโต๊ะอาหารไม้หอมจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา ความร้อนแรงนั้นทำให้ผู้คนในห้องโถงถึงกับหยุดหายใจ มันไม่ใช่เพลิงยุทธทั่วไป แต่มันคือเปลวเพลิงที่เกิดจากการสกัดแก่นแท้ของสมุนไพรหมื่นปี!
"พวกท่านไม่ใช่พันธมิตรของสำนักกระบี่สวรรค์" หลินเฟยพูดพลางเดินเข้าไปใกล้จนชายชราต้องถอยกรูด "พวกท่านเป็นเพียง 'เบี้ย' ที่พวกมันใช้หลอกใช้ เมื่อไร้ค่า... ข้าอยากรู้จังว่าพวกมันจะยังปกป้องท่านอยู่ไหม"
ขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่ ผู้อาวุโสจากสำนักกระบี่สวรรค์ก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เยือกเย็น แต่เมื่อสายตาของเขาประสานกับหลินเฟย ชายผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นกลับชะงักงัน ร่างกายของเขาแข็งทื่อคล้ายเห็นภูตผี
"ท่าน... ท่านคือคนผู้นั้น..." ชายคนนั้นพึมพำเสียงสั่น ก่อนจะทรุดเข่าลงต่อหน้าหลินเฟยท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนในห้องโถง
หลินเฟยมองด้วยสายตาเฉยชา "ดูเหมือนว่าคำสั่งสอนของข้าเมื่อสิบปีก่อน จะยังทำให้เจ้าจำได้ดีนะ"
ทว่าในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าตระกูลจ้าวจะต้องสิ้นซาก ประตูหน้าต่างทั่วทั้งห้องโถงก็ระเบิดออกพร้อมกับไอสังหารที่รุนแรงกว่าเดิม เงาร่างสีดำนับสิบพุ่งเข้าล้อมรอบหลินเฟยเอาไว้ และหนึ่งในนั้น... คือสตรีในชุดคลุมสีเงินที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี นางถอดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ดูคล้ายคลึงกับมู่หรงเสวี่ยอย่างน่าประหลาด
"พี่รอง?" มู่หรงเสวี่ยอุทานลั่นด้วยความตกใจ ขณะที่สตรีคนนั้นยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับชี้ปลายกระบี่มาที่คอหอยของหลินเฟย
"เกมการเมืองของท่านจบลงตรงนี้แล้ว หลินเฟย... เพราะคนที่จะทำลายตระกูลจ้าวไม่ใช่ท่าน แต่เป็นข้า!"
ความลับที่ถูกเก็บงำมาตลอดนับสิบปีเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนว่าคนที่หลินเฟยไว้วางใจที่สุด อาจจะเป็นกุญแจสำคัญของหายนะครั้งนี้
ผมหวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับจังหวะชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่ในบรรทัดเหล่านี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานของเพลิงโอสถสวรรค์เสมอมาครับ
จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 35
ทำลายตระกูลทรยศ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!