เสียงทุบโต๊ะไม้สนดังสนั่นจนถ้วยชาเซรามิกสะเทือนจนน้ำชาสีเขียวเข้มกระฉอกออกมาเลอะขอบโต๊ะ หลุมพรางที่ตระกูลหลี่ขุดไว้เพื่อรอให้หลินฟางเซียนตกลงไปนั้น กลับกลายเป็นหลุมฝังศพความโลภของพวกเขาเองในพริบตาเดียว
"สะใภ้รอง เจ้ากล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้! เงินห้าร้อยหยวนที่หานหยางส่งกลับมาบ้านเมื่อเดือนก่อน มันไม่ใช่เงินของเจ้าคนเดียว มันเป็นสมบัติของตระกูลหลี่ที่เราต้องเอามาใช้บริหารจัดการในฐานะพี่ใหญ่!"
เสียงแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าหลี่ดังแผดขึ้นจนสะเทือนฝาผนังบ้านดิน แววตาขุ่นเคืองคู่นั้นจ้องมองหลินฟางเซียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รอบตัวของหญิงชรามีสะใภ้ใหญ่และอาสามยืนกระหยิ่มยิ้มย่องทำตัวเป็นกองหนุน คอยพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของผู้อาวุโสด้วยความฮึกเหิม ทว่าบรรยากาศภายในห้องโถงแคบๆ กลับไม่ได้น่าเกรงขามอย่างที่พวกเขากล่าวอ้างเลยแม้แต่น้อย
หลินฟางเซียนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ท่าทางของเธอดูผ่อนคลายราวกับกำลังจิบชาชมสวนดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ มือเรียวบางยกถ้วยชาขึ้นจิบรสชาติกลมกล่อมที่แอบดึงมาจากน้ำในมิติฟาร์มพันล้าน กลิ่นหอมละมุนของใบชาชั้นดีลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอับชื้นของบ้านตระกูลหลี่อย่างสิ้นเชิง เธอมองหน้าแม่สามีด้วยสายตานิ่งสงบ เยือกเย็น และเฉียบคมดั่งกราฟหุ้นเทคนิคที่กำลังบ่งบอกจังหวะ "ขายทำกำไร" ขีดสุด
"สมบัติของตระกูลหลี่หรือครับ... เอ้ย ขออภัยครับ แม่ใหญ่" หลินฟางเซียนแกล้งเปลี่ยนคำเรียกด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน "ท่านแม่คงจะจำตัวเลขสถิติผิดพลาดไปหน่อยกระมังครับ ห้าเดือนก่อน ตอนที่สามีของฉันส่งเงินก้อนแรกมาให้ ท่านบอกว่าฉันเป็นแค่ ‘สะใภ้กินเปลือง’ ที่แต่งเข้ามาแล้วไม่มีประโยชน์ ขับไล่ไสส่งให้ฉันไปอยู่กระท่อมปลายนาพร้อมกับข้าวสารขึ้นราครึ่งถัง ตอนนั้นพวกท่านตัดขาดความสัมพันธ์ในบัญชีครัวเรือนอย่างเป็นทางการต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านไปแล้วมิใช่หรือครับ?"
คำพูดราบเรียบแต่เชือดเฉือนราวกับมีดผ่าตัดของฟางเซียนทำให้แม่เฒ่าหลี่สำลักน้ำลายตัวเองหน้าดำหน้าแดง สะใภ้ใหญ่รีบเข้าไปลูบหลังให้พร้อมกับส่งเสียงแหลมตวาดกลับทันที
"นั่นมันเรื่องเก่า! ยังไงสายเลือดก็ตัดไม่ขาด หานหยางเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลหลี่ เงินเดือนทหารระดับนายร้อยของเขา สมควรต้องทดแทนบุญคุณพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด! เจ้าแค่สะใภ้ที่ซื้อมาด้วยเงินสิบลี้ มีสิทธิ์อะไรมานั่งกุมเงินก้อนโตไว้คนเดียว แถมได้ข่าวว่าช่วงนี้พวกเจ้าแอบสร้างห้องครัวใหม่ ซื้อเนื้อหมูชั้นดีมากินกันทุกวันจนกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งหมู่บ้าน รังเกียจพวกเราหรือไง ถึงไม่ยอมเอาของดีๆ มาแบ่งให้พี่ป้าน้าอาได้กินด้วย!"
นี่แหละคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกมัน ความโลภที่ถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมของอาหารจากมิติฟาร์มที่ฟางเซียนตั้งใจปรุงให้หานหยางบำรุงร่างกายหลังจากกลับจากภารกิจอันหนักหน่วง กลิ่นของตุ๋นซี่โครงหมูยาจีนและไก่บ้านนึ่งซีอิ๊วได้กลายเป็นชนวนระเบิดความอิจฉาริษยาของญาติพี่น้องจอมปลอมเหล่านี้
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด ประตูไม้หน้าบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยมือหนาของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ พันจ่าเอกหานหยางก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับคมกริบดั่งพญาอินทรี ชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มรีดเรียบไร้รอยยับทำให้รัศมีแห่งอำนาจและวินัยเคร่งครัดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แรงกดดันมหาศาลจากสนามรบที่ผ่านการสู้รบมาอย่างโชกโชนทำเอาทุกคนในห้องถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"พี่หานหยาง!" สะใภ้ใหญ่เปลี่ยนท่าทีทันที ปั้นหน้าออดออดทำเป็นฟ้องร้อง "เจ้าดูเมียตัวดีของนายสิ กล้าปีนเกลียวไม่ยอมรับนับถือผู้อาวุโส พวกเรามาเยี่ยมเยียนด้วยความหวังดี แต่กลับถูกนางวาจาเชือดเฉือนแถมยังไล่ตะเพิดเหมือนหมูเหมือนหมา นายต้องจัดการสั่งสอนนางแล้ว!"
หานหยางไม่ได้ชายตามองพี่สะใภ้เลยแม้แต่น้อย สายตาของเขาพุ่งตรงไปที่ภรรยาตัวน้อยที่กำลังส่งยิ้มหวานละมุนมาให้ ความเย็นชาในแววตาของนายทหารหนุ่มละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความรัก ความทะนุถนอม และความเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม เขาก้าวเดินผ่านบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่ยืนขวางทางราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ เดินตรงเข้าไปหาหลินฟางเซียน วางมือหนาลงบนไหล่บางเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
"ใครบอกว่าภรรยาผมพูดจาไม่เข้าท่า?" เสียงทุบทุ้มทรงพลังของหานหยางดังขึ้น ทำเอาห้องโถงเงียบกริบลงทันที "สิ่งที่ฟางเซียนพูด... ทุกคำล้วนถูกต้องที่สุด"
แม่เฒ่าหลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจและไม่เชื่อหูตัวเอง "แก... แกเข้าข้างนังสะใภ้ตัวแสบนี่งั้นรึไอ้ลูกอกตัญญู! ฉันคลอดแกออกมา เลี้ยงดูแกจนโตเป็นทหารกล้า ลืมบุญคุณน้ำนมไปแล้วหรือไง!"
"บุญคุณน้ำนมผมทดแทนไปหมดแล้วครับแม่" หานหยางหันมามองมารดาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น "ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เงินเดือนทุกหยวนที่ผมส่งกลับมาบ้านหลังนี้ ถูกท่านนำไปปรนเปรอให้พี่ใหญ่เอาไปเล่นการพนัน และส่งเสียลูกชายของอาสามเรียนหนังสือในเมือง โดยไม่เคยเหลือแม้แต่แดงเดียวให้ภรรยาของผมที่ถูกขับไล่ไปอยู่กระท่อมปลายนาตามลำพัง ตอนที่ฟางเซียนป่วยหนักเกือบตายเมื่อปีที่แล้ว ผมส่งจดหมายและเงินค่ารักษามาให้... พวกท่านทำอะไร? พวกท่านเก็บเงินไว้แล้วปล่อยให้นางนอนหนาวสั่นรอความตายอยู่คนเดียว!"
ความจริงอันน่าอดสูถูกเปิดเผยออกมาทีละประเด็น บรรดาญาติพี่น้องที่เคยทำหน้าถือดีเริ่มหลบสายตา สีหน้าเปลี่ยนเป็นเจื่อนสนิทเมื่อเจอหลักฐานทางใจที่หานหยางเก็บสะสมไว้ในความทรงจำอันเจ็บปวด
"แต่นั่นมัน... มันเรื่องในครอบครัว!" อาสามพยายามแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม
"ใช่ครับ มันคือเรื่องในครอบครัว และตอนนี้ครอบครัวของผม... มีแค่ผมกับหลินฟางเซียนเท่านั้น!" หานหยางประกาศกร้าว น้ำเสียงหนักแน่นดั่งประกาศิต "เงินทุกหยวนที่ผมหามาได้หลังจากนี้ จะเป็นของภรรยาผมแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีเศษเงินแม้แต่แดงเดียวที่จะตกถึงมือพวกปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อคนในครอบครัวอีกต่อไป!"
ฟางเซียนแอบอมยิ้มด้วยความพึงพอใจ เธอลุกขึ้นยืนเคียงข้างสามี พร้อมกับหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อ มันคือ "หนังสือตัดขาดความสัมพันธ์และการแบ่งกองมรดก" ที่เธอร่างขึ้นอย่างถูกกฎหมายตามระเบียบของคอมมูนในยุค 70 พร้อมลายเซ็นและตราประทับของหัวหน้าหมู่บ้านที่เธอไปจัดการมาเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้
"ถ้าพวกท่านยังไม่เชื่อ และคิดจะมาไถเงินหรือมาก่อกวนความเป็นอยู่ของพวกเราอีก..." ฟางเซียนยิ้มหวานหยาดเยิ้ม แต่แววตากลับเยียบเย็นถึงขั้วหัวใจ เธอยื่นกระดาษแผ่นนั้นไปวางตรงหน้าแม่เฒ่าหลี่ "เชิญอ่านให้ชัดเจนนะครับ เอกสารฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า หากใครยังมารังควานหรือพยายามแย่งชิงทรัพย์สินของครอบครัวทหารผ่านศึก จะมีโทษทางอาญาฐานกรรโชกทรัพย์และทำลายขวัญกำลังใจทหารแนวหน้า... เชิญพวกท่านเลือกเอาเองว่าจะเดินออกไปดีๆ หรือจะให้ผมไปตามสารวัตรทหารมาช่วยเจรจานอกรอบ"
คำว่า 'สารวัตรทหาร' ทำให้สีหน้าของแม่เฒ่าหลี่ซีดเผือกราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะมาอาละวาดต่อ ความโลภที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจรัฐและกฎหมายทหารที่เด็ดขาดในยุคนั้น สะใภ้ใหญ่และอาสามรีบเข้ามาประคองร่างที่สั่นเทาของหญิงชราทันที ก่อนจะถอยร่นกรูดออกไปจากประตูบ้านอย่างลนลานท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ของชาวบ้านที่แอบมามุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอก
เมื่อความวุ่นวายสงบลง บรรยากาศภายในบ้านก็กลับคืนสู่ความอบอุ่นอีกครั้ง หานหยางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันมามองภรรยาด้วยสายตาชื่นชมระคนทึ่งในความฉลาดหลักแหลมของเธอ
"คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ นะครับ จัดการพวกเขารวดเดียวโดยที่ผมแทบไม่ต้องออกแรงกำปั้นเลย" หานหยางเอ่ยแซحพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น
"การใช้กำลังมันเป็นวิธีของคนไร้สมองค่ะ... เอ้ย ขออภัยครับ สามี ฉันหมายถึงคนไร้ชั้นเชิงต่างหากล่ะคะ" ฟางเซียนเกือบหลุดสำลีโบราณออกมา รีบเปลี่ยนสรรพนามแทบไม่ทัน เธอหัวเราะคิกคักก่อนจะหันไปหยิบหม้อดินเผาใบเล็กที่เคี่ยวซี่โครงหมูกับรากบัวป่าจากมิติฟาร์มส่งกลิ่นหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้องโถง "ไหนๆ พวกตัวน่ารำก็กลับไปหมดแล้ว มากินมื้อเที่ยงฉลองชัยชนะของเรากันดีกว่าค่ะ รับรองว่าซุปซี่โครงหมูตุ๋นยาจีนหม้อนี้ จะทำให้คุณมีพลังไปจัดการกับงานในค่ายทหารพรุ่งนี้อย่างแน่นอน"
ฟางเซียนตักน้ำซุปสีอำพันใสใส่ชามกระเบื้องเคลือบอย่างบรรจง ควันร้อนกรุ่นพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมหวานของรากบัวและสมุนไพรจีนชั้นยอดที่ผสานกันอย่างลงตัว ทว่าในจังหวะที่หานหยางกำลังจะเอื้อมมือมารับชามซุปจากมือเธอ เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนตื่นตระหนกของหัวหน้าหมู่บ้านที่หอบแฮก
"พันจ่าเอกหาน! ฟางเซียน! แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่ที่ค่ายทหารชายแดน... รถบรรทุกเสบียงลับของกองทัพถูกซุ่มโจมตี และชื่อของนายถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้สูญหาย!"
ชามซุปในมือของหลินฟางเซียนร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำซุปสีทองกระเซ็นเลอะขอบเท้า ในขณะที่ดวงตาสีเข้มของหานหยางหรี่แคบลงอย่างรวดเร็ว...
[ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาสร้างความมั่งคั่งและฟาดฟันอุปสรรคไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ]
ย้อนอดีตไปรวยด้วยหุ้นในยุค 70: เมียทหารสายเปย์กับมิติฟาร์มพันล้าน•ตอนที่ 9
สงครามในบ้านใหญ่
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนอดีตไปรวยด้วยหุ้นในยุค 70: เมียทหารสายเปย์กับมิติฟาร์มพันล้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!