สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม•ตอนที่ 5

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครสังเกตเห็น (ยัง)

ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
หน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือมินตราสว่างวาบขึ้นท่ามกลางเงาสลัวของต้นพฤกษ์ใหญ่ สะท้อนรอยยิ้มมุมปากที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คมมีดแห่งความระแวงกรีดเฉือนลงกลางอกฉันทันทีที่สายตาของเราประสานกัน ระยะห่างระหว่างเราคือสนามหญ้ากว้างสามสิบเมตร แต่วินาทีนั้น เสียงหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำกลับดังอื้ออึงอยู่ในโสตประสาทราวกับมันกำลังจะทะลุออกมานอกซี่โครง *เธอเห็น... หรือเธอแค่เดา?* คำถามผุดขึ้นมาละลานตาจนสมองประมวลผลแทบไม่ทัน โทรศัพท์เครื่องนั้น—เครื่องที่ฉันแอบฉวยมาจากโต๊ะซ้อมเชียร์หลีดเดอร์เมื่อวานซืน เพื่อหาหลักฐานบางอย่างที่ซ่อนอยู่—ตอนนี้มันอยู่ในมือของศัตรูตัวฉกาจที่สุดในโรงเรียน "มองอะไรเหรอพราว หน้าซีดเชียว หรือว่า... กำลังหาของหายอยู่หรือเปล่า?" เสียงหวานหยดย้อยแต่เย็นเยียบดังขึ้นลอยๆ แม้มินตราจะไม่ได้ตะโกน แต่มันกลับก้องกังวานในความเงียบงันของยามเย็น สายตาของเธอหรี่ลงประเมินร่างของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ความมั่นใจที่ฉันสะสมมาตลอดหนึ่งเดือนเต็มเกือบจะสั่นคลอนในวินาทีนั้น ทว่า... มีบางอย่างในร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้ฉันไม่ยอมก้าวถอยหลังเหมือนอดีต หนึ่งเดือนเต็มๆ ที่ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับความพ่ายแพ้ ตารางเวลาตีห้าครึ่งที่เริ่มต้นด้วยน้ำอุ่นบีบมะนาว เมนูโปรตีนอกไก่และผักใบเขียวที่เคี้ยวจนละเอียดทุกคำ ดัมบ์เบลล์คู่เล็กในห้องนอนแคบๆ ที่ช่วยกระชับต้นแขนย้วยๆ ให้เริ่มมีมัดกล้ามเนื้อเล็กๆ ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า และหยดเหงื่อบนลู่วิ่งที่ไหลยศย้อยทุกคืนจนแผ่นหลังที่เคยงุ้มง่อْمเริ่มตั้งตรงอย่างสง่างาม น้ำหนักบนตาชั่งอาจจะลดลงไปแค่สี่กิโลกรัม แต่กระจกเงาบอกฉันชัดเจนว่าโครงสร้างภายในกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่—ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่คือความภาคภูมิใจที่ถูกชุบชีวิตขึ้นทีละน้อย ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด ดึงหัวไหล่ที่เคยห่อเข้าหากันให้ผายออก ปรับสีหน้าจากความตื่นตระหนกให้กลายเป็นความเรียบเฉยเย็นชาที่เรียนรู้มาจากหนังระทึกขวัญ "ถ้ามองหาของหาย ฉันคงไม่มาเดินอยู่แถวนี้หรอกมินตรา" ฉันเอ่ยตอบ เสียงไม่สั่นแม้แต่น้อย ปลายเสียงเชิดขึ้นเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ "แต่ถ้าใครบางคนกำลังถือของที่ไม่ใช่ของตัวเอง... ระวังมือจะพุพองเอาได้นะ" มินตราหุบยิ้มทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่งด้วยความประหลาดใจ ยัยคุณหนูผู้ไม่เคยถูกใครต่อปากต่อคำใส่เริ่มขยับก้าวเท้าออกจากเงาไม้ แสงไฟจากสนามฟุตบอลสาดส่องกระทบใบหน้าเพอร์เฟกต์ของเธอ เผยให้เห็นความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้ภายใต้หน้ากากมารยาทสังคม "เธอหมายความว่ายังไง พรีพราว" มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก "ช่วงนี้มั่นใจขึ้นเยอะสินะ ถึงกล้ามาพูดจาแบบนี้กับฉัน กล้าดีนี่... คิดว่าทำตัวทำเป็นรักสุขภาพ เปลี่ยนทรงผม แล้วจะปีนเกลียวฉันได้หรือไง?" ฉันไม่ได้ตอบทันที ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่กดดันบ้าง สายตากวาดมองสำรวจเรือนร่างของมินตราอย่างวิเคราะห์—นี่คือสิ่งที่คณินเคยสอนไว้ในห้องสมุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่เขาบังคับให้ฉันอ่านหนังสือจิตวิทยาพฤติกรรมมนุษย์ *(แฟลชแบก: ห้องมุมอับของห้องสมุด กลิ่นกระดาษเก่าและกาแฟดำ)* *"คนพวกนั้นที่ชอบเหยียบคนอื่น มักจะมีจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดซ่อนอยู่ใต้ความหยิ่งผยอง" นิ้วเรียวยาวของคณินเคาะลงบนหน้ากระดาษ "ถ้าเธอกลัว พวกมันจะขย้ำ แต่ถ้าเธอมองทะลุเปลือกนอกของมันได้... เธอก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังดิ้นรนรักษาเปลือกนอกที่ใกล้จะแตกสลาย"* *(สิ้นสุดแฟลชแบก)* "ฉันไม่ได้อยากปีนเกลียวใครหรอกมินตรา" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น ก้าวเข้าไปใกล้เธออีกหนึ่งก้าว ระยะห่างเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ "แต่คนที่ต้องคอยขโมยโทรศัพท์คนอื่น หรือคอยนั่งจับผิดชีวิตคนอื่นแบบเธอ... น่าสงสารมากกว่าน่ากลัวนะ" "กรี๊ด! ปากดีนักนะ!" มินตราเงื้อมือขึ้นโดยอัตโนมัติ ความโกรธทำให้ความยับยั้งชั่งใจขาดผึ่ง ทว่า ก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะทันเหวี่ยงมากระทบแก้มฉัน มือหนาของใครบางคนก็คว้าข้อมือของเธอไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำ แรงบิดนั้นนิ่มนวลแต่เด็ดขาดจนมินตราต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด ฉันสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมอง คณินยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ร่างสูงโปร่งในชุดไปรเวทสีเข้มบังแสงไฟจนเกิดเงาทอดยาวคลุมร่างฉันไว้ ดวงตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้มองมินตรา เขากำลังมอง *ฉัน*—มองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะคาดเดา และมีประกายพึงพอใจบางอย่างวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น "ดึกดื่นค่ำคืนแล้ว โรงเรียนมีกฎห้ามรุ่นพี่มาทำตัวไร้สาระแถวสนามกีฬานะ มินตรา" คณินเอ่ยเสียงเรียบเย็น ไร้ซึ่งความเกรงใจใดๆ ต่อดาวโรงเรียน "แล้วก็... ปล่อยมือจากของที่ไม่ใช่ของเธอด้วย ก่อนที่ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานอาจารย์ฝ่ายปกครองว่าใครกันแน่ที่เป็นคนขโมยโทรศัพท์มือถือของกรรมการนักเรียนเมื่อวานนี้" สีหน้าของมินตราซีดเผือดลงในพริบตา เธอกัดริมฝีปากแน่นจนแทบห่อเลือด สะบัดมือออกจากพันธการของคณินอย่างแรงด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย "ฝากไว้ก่อนเถอะน่ะ อีเฉิ่ม!" เธอกระแทកส้นเท้าเดินหนีหายไปในความมืด ทิ้งให้ความเงียบสงัดกลับมาปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง หัวใจฉันเต้นรัวโครมคราม ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดกะทันหันกับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกาย ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นขึ้นมาบนพวงแก้ม—ไม่ใช่ความเขินอายแบบเด็กกะโปโลเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นความประหม่าที่ถูกควบคุมไว้ได้ด้วยสติ "ตามฉันมา" คณินพูดสั้นๆ โดยไม่รอคำอนุญาต เขาหมุนตัวเดินนำไปยังมุมอับหลังอัฒจันทร์เก่าที่เงียบสงบ ไม่มีใครเดินผ่าน ฉันกัดริมฝีปากลังเลชั่วครู่ ก่อนจะสาวเท้าก้าวตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างไม่ลังเล ร่างกายที่กระชับขึ้นทำให้การเดินตามเขานั้นคล่องแคล่วและไม่เหนื่อยหอบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว คณินหยุดเดินเมื่อถึงมุมมืดที่ลับตาคน เขาหันกลับมาพิงผนังปูน กอดอกมองฉันด้วยสายตาที่วิเคราะห์เจาะลึกยิ่งกว่าเดิม แสงไฟสลัวจากเสาไฟสนามส่องกระทบโครงหน้าคมคายของเขา ทำให้เงาสลัวทาบทับลงบนร่างเราสองคน "เธอเปลี่ยนไปเยอะนะ พราว" เขาเปิดประโยคขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุจนุ่มลึกกว่าปกติ "ไม่ใช่แค่น้ำหนักที่ลดลง หรือผิวที่ใสขึ้น... แต่แววตาของเธอมันไม่เหมือนเดิมแล้ว" ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ เป็นครั้งแรกที่ไม่หลบตาหนีเหมือนทุกที ความกล้าหาญที่สั่งสมมาหนึ่งเดือนเต็มถูกดึงออกมาใช้จนหมดสิ้น "ถ้าเรายังทำตัวเป็นเหยื่อ... คนอื่นก็จะไม่หยุดขย้ำหรอกค่ะ นี่คือสิ่งที่นายสอนไม่ใช่เหรอ?" มุมปากของคณินกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่ทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันทีละก้าว จนฉันต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับกำแพงปูนเย็นเยียบ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงแค่คืบเดียว กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นฝนและบุคลิกเฉพาะตัวของเขาโชยเข้าจมูก คณินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนฉันแทบหยุดหายใจ สายตาคมกريบจ้องมองริมฝีปากของฉันชั่วขณะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับฉันตรงๆ "เก่งมาก... ที่จำได้" เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและใกล้ชิดจนน่าอันตราย "แต่ระวังตัวไว้หน่อยเถอะพราว สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้... มันไม่ได้แค่ทำให้เธอดูดีขึ้นในสายตาคนอื่นหรอกนะ" ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย หัวใจเต้นระรัวเป็นกลองเพล "หมายความว่ายังไง?" คณินไม่ได้ตอบคำถามทันที นิ้วเรียวยาวของเขาเอื้อมมาแตะที่ปลายผมปรกหน้าของฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ก่อนที่เขาจะโน้มริมฝีปากลงมาใกล้ใบหูจนลมหายใจอุ่นๆ รินรดต้นคอ "มันกำลังทำให้ฉัน... เริ่มอดใจไม่ไหวที่จะลบภาพยัยเฉิ่มคนเดิมออกไปจากหัวสมองของฉันเสียที" *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับพรีพราวในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ - พีชชี่เบอร์รี่*
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%