“ถ้าเธอคิดจะสู้ด้วยวิถีทางเดิมๆ ก็เตรียมตัวเป็นตัวตลกของโรงเรียนไปจนจบเทอมได้เลย”
ฉันทิ้งโทรศัพท์มือถือเครื่องหรู—ที่ยืม (หรือจะเรียกว่าฉกฉวยมาดี?) มาจากโต๊ะเครื่องแป้งของมินตรา—ลงบนเตียงนอนนุ่มๆ ของเธอ ความรู้สึกผิดตีรวนอยู่ในอก แต่ทว่าความโกรธแค้นที่ถูกเหยียดหยามเมื่อวานมันเผาผลาญจนฉันไม่มีเวลามานั่งสำนึกผิด กล้องตัวนั้น... รูปถ่ายในนั้น... มันคือหลักฐานชั้นดีว่า ‘มินตรา’ ผู้แสนดีที่ใครๆ ต่างบูชา แท้จริงแล้วกำลังเล่นเกมสกปรกกับใครอยู่
ฉันส่องกระจกเงาบานยักษ์ในห้องนอนของมินตรา เงาสะท้อนที่เห็นคือร่างอวบอ้วนในชุดนอนผ้าซาตินที่ดูไม่เข้ากับสรีระ ก้อนไขมันที่ต้นแขนกับพุงยื่นๆ ทำให้ฉันอยากจะเบือนหน้าหนี แต่พรีพราวคนเดิมตายไปแล้ว หรืออย่างน้อย... ฉันก็จะไม่ยอมให้ตัวเองกลับไปเป็นคนเดิมที่ใครจะเหยียบย่ำยังไงก็ได้อีก
ตีสี่สิบห้า... ฉันสวมชุดออกกำลังกายไซส์ใหญ่พิเศษที่แอบไปรื้อมาจากหลังตู้ เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงวอร์มที่รัดจนแทบจะขาดใจ สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะก้าวออกจากบ้านคฤหาสน์หลังนี้
อากาศข้างนอกเย็นเยียบจนผิวหนังที่ไม่ได้สัมผัสลมหนาวมานานถึงกับสั่นสะท้าน ฉันเริ่มก้าวเท้า... ก้าวแรกหนักอึ้งเหมือนมีใครเอาโซ่ตรวนมาล่ามขาไว้ แรงกระแทกจากการวิ่งส่งผลให้เนื้อตัวสั่นกระเพื่อม ทุกครั้งที่ก้าวไปข้างหน้า เสียงซุบซิบในหัวมันย้อนกลับมาเล่นงานไม่หยุด—*ยัยอ้วน* *เดินทำไมให้เกะกะสายตา* *ไปตายซะไป*—ฉันกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นช่วยดึงสติให้ฉันรู้ว่า... นี่ไม่ใช่ฝัน นี่คือความจริงที่ฉันต้องเปลี่ยน
เมื่อผ่านไปได้เพียงหนึ่งกิโลเมตร หอบหายใจเหมือนคนใกล้ขาดใจตาย หน้ามืดจนโลกหมุนคว้าง ฉันพิงกำแพงอิฐเก่าๆ ข้างสวนสาธารณะ มือสั่นเทาหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่ม มันไม่ใช่แค่การลดความอ้วน แต่มันคือการประกาศสงครามกับตัวเองที่เคยรักสบายและปล่อยปละละเลยตัวเองมาตลอดหลายปี
“จะยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกหรือไง?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปมองตามสัญชาตญาณ คณินยืนพิงเสาไฟอยู่ตรงนั้น เขาสวมชุดวิ่งเต็มยศ เหงื่อซึมตามไรผมทำให้เขาดูเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แต่สายตาที่เขามองมา... มันไม่มีความเหยียดหยามอย่างที่ฉันคาดไว้ มีเพียงความนิ่งงันที่อ่านไม่ออก
“นาย... มาทำอะไรที่นี่?” ฉันถามเสียงหอบ
“ปกติผมวิ่งเส้นนี้ทุกเช้า” เขาเดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่ลดลงทำให้ฉันกลั้นหายใจ “แต่เห็นคนที่วิ่งเหมือนเดินเต่าคลานมาสามวันแล้ว เลยอยากรู้ว่าวันนี้จะเดินจนจบทาง หรือจะล้มพับไปก่อน”
“ฉันไม่ได้เดินเต่าคลาน” ฉันเถียง ขยับตัวหนีสายตาคมกริบคู่นั้น “ฉันแค่กำลังหาจังหวะของตัวเอง”
คณินเลิกคิ้วมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่สายตามองเหยื่อ แต่มันคือการประเมิน “การรักตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องหักโหมจนตาย แต่คือการรู้วิธีจัดการกับความอ่อนแอของตัวเอง... พราว เธอไม่ได้กำลังจะสวยขึ้นเพราะอยากให้ใครมอง แต่มันต้องเริ่มจากวันที่เธอเลิกอายที่จะมองกระจกแล้วยิ้มให้กับคนในนั้นได้จริงๆ ต่างหาก”
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจ ฉันนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความมั่นใจที่สร้างมาตลอดเช้าสั่นคลอน
“ฉัน... ฉันแค่ไม่อยากเป็นตัวตลกอีกแล้ว” ฉันหลุดปากออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว
คณินยิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่ไม่ได้ดูถูก แต่มันดูเหมือน... เขากำลังรอคอยให้ฉันพูดประโยคนี้ออกมา “งั้นก็ลุกขึ้น แล้ววิ่งตามผมมา ถ้าวิ่งถึงทางออกสวนสาธารณะได้โดยไม่หยุด ผมจะบอกอะไรบางอย่างที่เธอควรจะรู้เกี่ยวกับมินตรา”
หัวใจของฉันกระตุกวูบ มินตรา... อีกแล้วเหรอ? ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยักหน้า ยันกายขึ้นจากกำแพงแล้วออกวิ่งตามแผ่นหลังกว้างของคณินไป แม้ขาจะล้าจนเหมือนจะแยกออกจากร่าง แต่สายตาของฉันจดจ้องที่เขา—คนที่กุมความลับบางอย่างไว้
เราวิ่งผ่านสนามหญ้า ผ่านแสงไฟถนนที่เริ่มมืดลงเมื่อตะวันเริ่มทอแสง ฉันไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน รู้แต่ว่าทุกหยาดเหงื่อที่ไหลรินคือการชำระล้างความเฉิ่มเชยในตัวฉันออกไปทีละน้อย จนกระทั่งเราหยุดลงที่หน้าศาลาไม้กลางสวน
คณินหันกลับมา เขายื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้ฉัน “เธอทำได้ดีกว่าที่ผมคิดไว้มาก พราว”
ฉันรับผ้ามาซับเหงื่อ พยายามคุมลมหายใจ “ไหนล่ะ... ข้อมูลเกี่ยวกับมินตราที่คุณบอก”
คณินมองไปรอบๆ ก่อนจะลดเสียงลงต่ำจนเกือบเป็นกระซิบ “มินตราไม่ได้มีแค่กล้องตัวนั้น... เธอมีบัญชีลับในโซเชียลที่ใช้สร้างเรื่องโกหกเกี่ยวกับทุกคนในโรงเรียนเพื่อรักษาตำแหน่งดาวของเธอไว้ และที่แย่กว่านั้น... พรุ่งนี้ที่งานเลี้ยงโรงเรียน เธอวางแผนจะปล่อยคลิป ‘บางอย่าง’ ของใครบางคน เพื่อให้คนคนนั้นต้องอับอายจนลาออก”
ฉันนิ่งค้างไปชั่วขณะ “คลิปของใคร?”
คณินจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉัน สายตาของเขาเปลี่ยนจากความนิ่งงันเป็นความกังวลที่ปิดไม่มิด “ของคนที่เธอเพิ่งไปยุ่งกับของส่วนตัวของมินตราเมื่อคืน... พราว, มินตรารู้แล้วว่าของหายไป และตอนนี้เธอกำลังตามล่าตัวขโมยที่เข้าไปในห้องเธอเมื่อคืนนี้”
ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง ฉันรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเรามาจากมุมมืดของสวน... และเมื่อฉันหันไปมอง เห็นเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่หลังต้นไม้ใหญ่—คนคนนั้นคือมินตราที่กำลังถือโทรศัพท์เครื่องที่ฉันแอบหยิบมาเมื่อคืน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับการเปลี่ยนแปลงของพราว รอติดตามกันตอนต่อไปนะคะ! - พีชชี่เบอร์รี่
สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม•ตอนที่ 4
เป้าหมายแรก: สุขภาพที่ดี
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!