“ถ้าคิดว่าการส่งข้อความขู่จะทำให้ฉันตัวลีบลงได้ ก็เชิญฝันหวานต่อไปเถอะนะมินตรา”
ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ลงในหน้าจอสมาร์ทโฟนที่สั่นอยู่ในมือ ก่อนจะกดล็อกหน้าจอแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ภายในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสายตาที่คาดหวังและเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ฉัน—พรีพราว—กำลังเผชิญกับวันตัดสินชะตาชีวิตที่มินตราหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้มันเป็น ‘วันแห่งความอัปยศ’ ของฉัน
งานนำเสนอวิชาศิลปะประยุกต์วันนี้คือตัวชี้วัดว่าความพยายามตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของฉันจะสูญเปล่า หรือจะกลายเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
มือที่สั่นเทาของฉันขยับไปจับปกเสื้อสูทลำลองสีครีมที่ฉันเลือกมาอย่างตั้งใจ มันไม่ใช่เสื้อตัวโคร่งที่พยายามปกปิดรูปร่างแบบเดิมอีกต่อไป แต่มันคือชุดที่ช่วยดึงจุดเด่นของสัดส่วนฉันให้ดูสง่างามขึ้นมาได้อย่างประหลาด ฉันเดินขึ้นไปบนเวทีหน้าชั้นเรียน ก้าวเท้าด้วยจังหวะที่มั่นคง แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาจากอก
“เอาล่ะ พรีพราว เชิญเริ่มได้เลย” อาจารย์วิภาดา เจ้าของวิชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาของท่านดูจะคาดหวังในตัวเด็กสาวที่เคยนั่งก้มหน้าอยู่หลังห้องคนนี้ไม่น้อย
ฉันเริ่มร่ายยาวถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลกชัน ‘จากเงามืดสู่แสงสว่าง’ เสียงของฉันในตอนแรกมันแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้อง ฉันกลับไม่พบสายตาเหยียดหยามเหมือนที่เคยเจอ เห็นเพียงความสงสัยที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความทึ่ง
“จุดเปลี่ยนของฉันไม่ใช่การที่คนอื่นมองเห็น แต่เป็นการที่ฉันยอมรับว่าตัวเอง... ก็มีค่าพอที่จะงดงามในแบบของตัวเอง”
ประโยคสุดท้ายของฉันจบลงพร้อมกับความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วห้องเรียน ฉันกลั้นหายใจ มองผ่านกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นไปจนถึงแถวหลังสุดที่มินตรากำลังนั่งกอดอก ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่เห็นทุกคนในห้องไม่ได้หัวเราะเยาะฉันอย่างที่เธอหวัง
“ยอดเยี่ยมมาก พรีพราว”
เสียงปรบมือดังขึ้นจากอาจารย์วิภาดา ตามมาด้วยเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมชั้นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความประทับใจ ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นปราดไปทั่วหัวใจ มันไม่ใช่ความภาคภูมิใจแค่ชั่วคราว แต่มันคือการปลดล็อกพันธนาการที่ล่ามฉันไว้กับคำว่า ‘ยัยเฉิ่ม’ มานานแสนนาน
“นี่เธอ... ไปทำอะไรมาเนี่ย พราว? เปลี่ยนไปจนฉันเกือบจำไม่ได้!” เพื่อนหญิงคนหนึ่งเอ่ยทักด้วยความตื่นเต้นขณะที่ฉันเดินลงมาจากหน้าห้อง
“เธอไม่ได้แค่ดูดีขึ้นนะ แต่มันดู... มั่นใจจนคนอื่นละสายตาไม่ได้เลยล่ะ”
คำชมเหล่านั้นทำให้น้ำตาคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะเสียใจ แต่เพราะฉันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวฉันคนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วจริงๆ
ทว่า ในวินาทีที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะเล็กๆ คณินที่นั่งเงียบอยู่มุมห้องมาตลอดเขาก็ลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาฉัน สายตาคมกริบของเขาจดจ้องที่ดวงตาของฉันอย่างมีความหมาย มันไม่ใช่แววตาของเพื่อนร่วมชั้นธรรมดา แต่เป็นสายตาที่เหมือนมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของฉัน
“อย่าเพิ่งภูมิใจจนลืมระวังตัวไปล่ะ” เขากระซิบเสียงต่ำพลางก้าวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวเขา “มินตราไม่ได้มีแค่คำขู่ในข้อความ แต่เธอทิ้ง ‘ของขวัญ’ ไว้ให้เธอที่ล็อกเกอร์หลังเลิกเรียนด้วย”
หัวใจของฉันที่กำลังพองโตกลับกระตุกวูบด้วยลางสังหรณ์ใจบางอย่าง ฉันหันไปมองมินตราที่กำลังเดินออกจากห้องไปพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก
วินาทีที่ฉันก้าวไปถึงหน้าล็อกเกอร์ของตัวเอง บรรยากาศรอบข้างที่เคยสดใสกลับเย็นเยียบลงถนัดตา เมื่อฉันเปิดประตูเหล็กออกมา สิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่กระดาษแผ่นเดียว แต่มันคือรูปถ่ายเก่าๆ สมัยที่ฉันยังเป็นยัยเฉิ่มอ้วนกลมที่ถูกตัดต่ออย่างน่าเกลียดนับร้อยใบที่โปรยปรายลงมาราวกับหิมะสีดำ พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยปากกาเมจิกสีแดงฉานบนกระจกล็อกเกอร์ว่า... ‘อย่าริอาจมาเทียบชั้น เพราะแกก็แค่ขยะที่สวยขึ้นแค่นั้นเอง’
ท่ามกลางเศษกระดาษที่เกลื่อนกลาดพื้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลังฉันก็ดังขึ้นเบาๆ จนฉันต้องหันกลับไปมอง...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับพรีพราวในเส้นทางสายมั่นใจนี้ด้วยกันนะคะ พีชชี่เบอร์รี่ค่ะ
สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม•ตอนที่ 17
เสียงชื่นชมครั้งแรก
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!