กลิ่นอายความเย็นเยียบของห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษในยามวิกาลไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ หากแต่มันแผ่ซ่านออกมาจากรอยยิ้มบนเรียวปากของรินรดา รอยยิ้มที่ไม่ได้แตะไปถึงดวงตาคู่คมกริบคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่เคยมีแต่ความอ่อนแอและหยาดน้ำตาในอดีต บัดนี้กลับราบเรียบดั่งผืนน้ำในบึงลึกที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่งให้จมดิ่งลงไปสู่ความมืดมิด
ธราธิปกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกโรยด้วยทรายร้อนจัด ขาที่เคยย่างก้าวอย่างมั่นคงและทรงอำนาจในฐานะนักสะสมวัตถุโบราณผู้ทรงอิทธิพล กลับสั่นเทาจนแทบไม่เหลือแรงจะพยุงร่างสูงใหญ่เอาไว้ได้ เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างเล็กป้อมของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนหลบอยู่หลังชายผ้าคลุมของรินรดา
เด็กชายคนนั้น... ดวงตากลมโตคู่นั้น สันจมูกรั้นๆ นั้น และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับถูกแกะออกมาจากบล็อกเดียวกันในอดีต ภาพความทรงจำสีเทาหม่นที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตสำนึก ผุดพรายขึ้นมาหลอกหลอนราวกับผีดิบที่ฟื้นคืนชีพ
"สวัสดีครับคุณธราธิป ดูท่าทางคุณจะตกใจเสียจนสีหน้าไม่สู้ดีเลยนะคะ" เสียงหวานใสเอ่ยทักทาย ทว่ามันกลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของชายหนุ่มราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า
ธราธิปสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติ แต่มันกลับยิ่งทำให้กลิ่นอายความทรงจำอันเน่าเฟะในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งนั้นลอยวนกลับมาเตะจมูก เขาจำวันนั้นได้แม่นยำ วันที่เขาเซ็นชื่อลงในเอกสารยินยอมด้วยความเย็นชาอย่างไร้หัวใจ วันที่เขาผลักไสภรรยาผู้บริสุทธิ์ให้เข้าไปอยู่ในกรงขังสีขาวโพลนเพียงเพราะความหวาดระแวงและชื่อเสียงจอมปลอมของตนเอง
เขานึกว่าเขาจะเป็นฝ่ายชนะ... เขานึกว่าการกำจัดเธอออกไปจากชีวิตจะทำให้เขากลับมาครอบครองความสมบูรณ์แบบได้ดังเดิม แต่ในวินาทีนี้ เขากลับตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ความพินาศที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก
"ริน..." ธราธิปเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ลำคอตีบตันจนคำพูดอื่นๆ ติดอยู่แค่1ใน3ของหลอดลม
"ไม่ต้องเรียกชื่อฉันสนิทสนมขนาดนั้นหريكคะ คุณธราธิป" รินรดาก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาหาเขา ส้นรองเท้าคัทชูสีดำกระทบกับพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวาน ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายไหลหมดลง "เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันลึกซึ้งถึงเพียงนั้นมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่วันที่คุณตัดสินใจส่งฉันไปนอนนับเวลาตายในสถานที่แห่งนั้น... คุณลืมไปแล้วหรือคะ?"
ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังแผ่ซ่านออกมาจากแววตาของหญิงสาว มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวที่แสดงออกด้วยการกรีดร้อง แต่มันคือความเย็นชาที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ความแค้นที่ถูกบ่มเพาะด้วยหยาดน้ำตา ความโดดเดี่ยว และความสิ้นหวังตลอดหลายปีในโรงพยาบาลจิตเวช ได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นภัณฑารักษ์ไร้เงา ผู้ทำหน้าที่เก็บกวาดและพิพากษาซากปรักหักพังของชีวิตผู้ชายที่เคยทำลายเธอ
ธราธิปก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แผ่นหลังชนเข้ากับตู้จัดแสดงกระจกโบราณจนเกิดเสียงทึบเบาๆ ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของอดีตนักสะสมผู้ยิ่งใหญ่จนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่เคยกลัวอะไรในโลกใบนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นความยากจน การสูญเสียอำนาจ หรือแม้กระทั่งความตาย แต่เขากลับกำลังสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าเธออ่อนแอจนบีบให้ตายคามือเมื่อไหร่ก็ได้
"เด็ก... เด็กคนนั้น..." ธราธิปพยายามบังคับริมฝีปากให้เอ่ยถามออกไป แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล "เขา... เป็นใคร?"
รินรดาหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นกุหลาบป่าลอยแตะจมูก เป็นกลิ่นเดียวกับวันที่เธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ และอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขา... วันที่เขาปัดป้องความใส่ใจและผลักเธอจนล้มลงบนพื้นพรม
รอยยิ้มที่มุมปากของเธอกลрифтลึกขึ้น มันคือรอยยิ้มที่สะใจจนธราธิปแทบอยากจะควักหัวใจตัวเองออกมาขยี้ให้แหลกค่านเพื่อหนีความจริงอันโหดร้ายนี้
"ลูกของคุณไงคะ... ธราธิป"
คำพูดเพียงไม่กี่คำตอกย้ำลงกลางใจราวกับค้อนปอนด์ ธราธิปหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ดวงตาเบิกโพ้าง ภายในหูอื้ออึงจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิทซ้อนทับขึ้นมาในหัว เด็กคนที่เป็นสายเลือดแท้ๆ ของเขา เด็กคนที่เขาเกือบจะทำลายทิ้งไปพร้อมกับแม่ของเขาเมื่อหลายปีก่อน
"ริน... ผม... ผมขอโทษ..." คำแก้ตัวนับร้อยนับพันที่เคยเตรียมไว้ในยามที่สำนึกผิด กลับตีบตันหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงคำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาอย่างน่าสมเพช "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันเลวร้ายแค่ไหน ผมสำนึกผิดแล้ว... ได้โปรด ให้โอกาสผม..."
"โอกาส?" รินรดาหัวנסเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา "คุณกำลังขอโอกาสจากซากศพที่คุณเป็นคนฝังเอาไว้กับมืออย่างนั้นหรือคะ คุณธราธิป? น่าขันสิ้นดี"
เธอยื่นมือเรียวบางออกไปแตะที่อกเสื้อสูทราคาแพงของเขา นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าตรงตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะออกแรงกดลงไปหนักๆ ราวกับจะเตือนให้เขารับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ
"ความผิดบาปที่คุณก่อไว้ มันไม่มีวันถูกลบล้างด้วยคำขอโทษโง่ๆ หรอกนะคะ" รินรดากระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของเขา น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "สิ่งที่คุณสมควรได้รับ ไม่ใช่การให้อภัย... แต่มันคือการได้ลิ้มรสชาติของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปทีละน้อย จนกระทั่งคุณไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจที่จะร้องขอความเมตตา"
ธราธิปตัวชาดิ่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ผุกร่อน และพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังพังทลายลงทีละนิด
ทว่า ในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของธราธิปจนหมดสิ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากความมืดที่ปลายทางเดินของห้องจัดแสดง พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่เอ่ยขัดจังหวะบรรยากาศอันตึงเครียดขึ้นมา
"รินรดาครับ... เอกสารการโอนกรรมสิทธิ์วัตถุโบราณชุดสุดท้าย ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนะครับ คุณธราธิป... คงไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ ที่ผมมารบกวนเวลาครอบครัวของพวกคุณ"
ธราธิปหันขวับไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มอีกคนก้าวออกมาจากเงาสลัว ใบหน้านั้นคมคายและคุ้นตาเสียยิ่งกว่าใคร... นพand... ทนายความส่วนตัวมือหนึ่งผู้กุมความลับทั้งหมดของเขา และเป็นคนที่ยืนหยัดเคียงข้างรินรดามาตลอดช่วงเวลาที่เธอต้องทนทุกข์ทรมาน
และที่สำคัญที่สุด... ในมือของนพพลเวลานี้ กำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ ที่หน้าซองประทับตรายางสีแดงฉานตัวโตอย่างชัดเจนว่า...
*[ผลการตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางพันธุปรรม (DNA) - ตรงกัน 99.99%]*
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับนาฬิกาทรายที่แตกสลาย•ตอนที่ 2
รอยร้าวในกระจกเงา
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับนาฬิกาทรายที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!