กระดาษแผ่นบางเบาที่คั่นอยู่ระหว่างนิ้วของธราธิปไม่ได้มีน้ำหนักอะไรเลยในทางกายภาพ ทว่ามันกลับกดทับลงบนทรวงอกของเขา ราวกับแผ่นเหล็กหลอมละลายที่ถูกยกขึ้นมาจากเตาเผา
*ผลการตรวจยืนยันความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA) - ตรงกัน 99.99%*
ตัวเลขเหล่านั้นกรีดลึกเข้าไปในม่านตาของอดีตนักสะสมวัตถุโบราณผู้เย่อหยิ่งจนพร่ามัว กลิ่นอายความอับชื้นของห้องทำงานไม้โอ๊กโบราณในคฤหาสน์หลังใหญ่ยามค่ำคืน ดูเหมือนจะหนาทึบขึ้นจนกลายเป็นก้อนเมฆสีเทาที่สูบเอาออกซิเจนทั้งหมดในห้องออกไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของธราธิปติดขัด ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนหยัดด้วยความมั่นใจมาตลอดชีวิตกลับเซถอยหลังจนสะโพกกระแทกเข้ากับมุมโต๊ะทำงานราคาแพง
เด็กผู้หญิงคนนั้น... เด็กที่มีดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบทุกครั้งยามแรกพบ ไม่ใช่ภาพหลอนจากความรู้สึกผิด แต่เป็นสายเลือด เป็นเนื้อหนังมังสาที่เกิดจากผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสลงสู่ขุมนรกแห่งความหวาดกลัวด้วยมือของตัวเอง
รินรดายืนอยู่ริมกรอบประตู แสงสลัวจากโคมไฟระย้าด้านนอกทาบทับร่างระหงในชุดเดรสสีดำสนิท ขับเน้นให้ผิวเนื้อของเธอขาวซีดราวกับตุ๊กตาพอร์ซเลน ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนก ไม่มีหยดน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความนิ่งงัน เยียบเย็น และประกายระยับของความสะใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความสุภาพเรียบร้อย
"คุณ... คุณซ่อนเขา... ซ่อนลูกไว้ที่ไหน ริน..." เสียงของธราธิปแหบพร่าและสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความทรนงตนถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี มือหนาที่ถือกระดาษแผ่นนั้นสั่นเทิ้มจนมันยับยู่ยี่ "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา... คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง"
รินรดาก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ เสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นไม้ปาร์เกต์ดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่จุดจบของความสุขจอมปลอมที่เขาเคยครอบครอง เธอยกมือขึ้นทัดผมปรกใบหูอย่างใจเย็น ก่อนจะเอื้อnนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราとผืนน้ำในคืนไร้จันทร์
"ซ่อนหรือคะ..." รินรดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา "คำนี้น่าสนใจดีนะคะคุณธราธิป ทั้งๆ ที่ตัวคุณเองต่างหากที่เป็นคนผลักฉันเข้าไปในห้องสีขาวแคบๆ นั้น คนที่ประกาศกร้าวว่าฉันเป็นบ้า เป็นคนป่วยทางจิตที่ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะเป็นแม่คน... แล้วตอนนี้ คุณยังมีหน้ามาถามหาลูกที่เกิดจากผู้หญิงเสียสติคนนี้อีกหรือคะ"
ทุกคำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดโกนที่กรีดซ้ำลงบนรอยแผลเป็นในจิตใจของเขา ธราธิปสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อพยายามควบคุมความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่ไม่เป็นผล หัวใจของเขาบีบตัวแน่นจนเจ็บร้าว
"ผมสำนึกผิดแล้ว... ริน ผมชดใช้ทุกอย่างให้คุณได้ ผมยอมรับความผิดพลาดทั้งหมด..." เขาพยายามก้าวเข้าไปหาเธอเพื่อคว้ามือเรียวคู่นั้นมาสัมผัส แต่รินรดากลับถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาการปฏิเสธที่รังเกียจเดียดฉันท์นั้นทำเอาธราธิปชะงักง้ำ ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง
"การชดใช้ของคนบาป ไม่เคยซื้อความทรงจำที่ตายไปแล้วให้ฟื้นคืนมาได้หรอกนะคะ" เธอกล่าวเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องทำงานที่เต็มไปด้วยวัตถุโบราณราคาแพง "คฤหาสน์หลังนี้กว้างใหญ่ดีนะคะ... เต็มไปด้วยความเงียบงันและความลับมากมาย เหมาะเหลือเกินที่จะใช้เป็นสถานที่สำหรับ... การชำระบาป"
รangกายของธราธิปเย็นเฉียบลงชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคหลัง บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮวบ แสงไฟจากโคมไฟบนโต๊ะทำงานกะพริบไหวสามครั้งติดต่อกันอย่างไม่มีสาเหตุ ก่อนจะดับสนิทลง เหลือเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ทอดเงาทอดยาวของตู้โบราณให้ดูคล้ายรูปร่างของมนุษย์ที่กำลังขยับเคลื่อนไหว
*แอ๊ด...*
เสียงไม้ลั่นตัวเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องใต้ดินที่เชื่อมต่อกับบันไดวนด้านหลังห้องทำงาน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงลม แต่เป็นเสียงฝีเท้า... ฝีเท้าหนักอึ้งที่กำลังลากผ่านพื้นไม้ด้านล่าง ราวกับมีใครบางคนกำลังเดินขึ้นมาจากความมืดมิด
ธราธิปหันขวับไปมองประตูทางลงห้องใต้ดินที่ปิดสนิท คิ้วหนาย่นเข้าหากันด้วยความหวาดระแวง ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านขึ้นตามสันหลัง เขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องงมงาย เป็นนักสะสมวัตถุโบราณที่ผ่านโลกมามาก แต่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขากลับเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ ในยามวิกาล เสียงกระซิบที่มุมห้อง เสียงขูดขีดบนผนัง และภาพหลอนของเงาร่างที่ปรากฏในกระจกเงา
"คุณ... ได้ยินอะไรไหม..." ธราธิปหันกลับมาถามภรรยาเก่า น้ำเสียงของเขาเริ่มขาดห้วง
รินรดายังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปากของเธอดูเยือกเย็นและชวนให้ขนลุกเกรียว เธอยกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความมืด
"ห้องใต้ดินที่ขังความลับของคุณไว้... ตอนนี้มันคงอึดอัดเกินกว่าจะอยู่ข้างล่างแล้วล่ะค่ะ"
ยังไม่ทันที่ธราธิปจะได้เอ่ยปากถามความหมาย เสียงเคาะกระจกหน้าต่างบานเกล็ดที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอกก็ดังขึ้น *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ธราธิปสะดุ้งสุดตัว เขาค่อยๆ หันขวับไปมองบานหน้าต่างที่ถูกผ้าม่านสีทึบบังไว้ ดวงตาสะท้อนความหวาดผวาอย่างถึงขีดสุดเมื่อเห็นเงาสูงโปร่งของใครบางคนทาบทับอยู่หลังผ้าม่านโปร่งแสง เงาร่างนั้นไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นระเบียง... แต่มันกำลังลอยอยู่กลางอากาศ เหนือพื้นดินนับสิบเมตร!
และก่อนที่สติของธราธิปจะขาดผึ่ง รินรดาก็โน้มใบเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่สั่นประสาทที่สุดในชีวิตของเขา
"คืนนี้... แขกผู้ไม่ได้รับเชิญจากอดีต จะมาทวงลมหายใจคืนจากคุณแล้วนะคะ... คุณอดีตสามี"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับนาฬิกาทรายที่แตกสลาย•ตอนที่ 3
เสียงเพรียกจากห้องใต้ดิน
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับนาฬิกาทรายที่แตกสลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!