กลิ่นควันจางๆ จากชิปข้อมูลรุ่นเก่าที่ถูกความร้อนจากการโอเวอร์คล็อกจนเกินขีดจำกัดยังคงลอยอวลอยู่ในห้องปฏิบัติการใต้ดิน แสงสีฟ้าอมม่วงจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดกระทบกรอบแว่นหนาเตอะของผม สะท้อนตัวเลขอนุกรมฟูเรียร์นับร้อยบรรทัดที่กำลังวิ่งพล่านด้วยความเร็วสูง
ผมหยิบชิปข้อมูลขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดครับ
ผมกดมันลงไปในพอร์ตเชื่อมต่อสำรองของเครื่องเร่งอนุภาคควอนตัมทันที โดยไม่สนคำเตือนระดับสีแดงฉานที่กระพริบวابวับอยู่บนแผงควบคุม
เสียง "ติ๊ด" แหลมสูงดังยาวนานติดต่อกันสามครั้ง ก่อนที่ระบบระบายความร้อนจะคำรามก้องราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ แรงสั่นสะเทือนระดับต่ำแผ่ซ่านผ่านพื้นคอนกรีตขึ้นมาถึงฝ่าเท้า อากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบลงจนเกิดหยดน้ำเกาะพราวบนผิวแก้วอุปกรณ์ เครื่องมือวัดค่าความหนาแน่นของกาลเวลาสั่นกระพริบราวกับจะหลุดออกจากแท่นยึด
"คณิน! เธอทำบ้าอะไรลงไป!"
เสียงอุทานที่ปกติมักจะเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นและมั่นใจของ ดร.อลิซ กลับสั่นพร่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจารย์สาวพุ่งตัวเข้ามาคว้าข้อแขนผมไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอจะทำให้รู้สึกเจ็บ แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือความเย็นเฉียบจากฝ่ามือของเธอที่ส่งผ่านเนื้อผ้าเสื้อกาวน์มาถึงตัวผม
ผมหันไปสบตาเธอ ผ่านเลนส์แว่นที่สะท้อนแสงไฟเตือนภัยสีแดง
"ผมกำลังคำนวณความน่าจะเป็นของเส้นทางสำรองครับ อาจารย์" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความนิ่งเอาไว้ให้มากที่สุด แม้ว่าหัวใจในอกจะเต้นรัวเร็วจนแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก "ชิปตัวนี้ไม่ได้บรรจุแค่ข้อมูลขยะ แต่มันคือบันทึกสถานะของควอนตัมสเตตจากลูปก่อนหน้าที่อาจารย์พยายามซ่อนไว้... ผมพูดถูกใช่ไหมครับ?"
ร่างของอลิซชะงักกึก ดวงตาสีเทาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ความแข็งกร้าวที่เธอมักใช้สวมเกราะป้องกันตัวจะค่อยๆ แตกสลายลง เปิดเผยให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายในอย่างชัดเจน
เธอย่อตัวลงพิงกับขอบโต๊ะทำงานอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นเสยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่หลุดรุ่ยลงมาปรกใบหน้า ความเงียบเข้าปกคลุมห้องปฏิบัติการชั่วขณะ มีเพียงเสียงคำรามต่ำๆ ของเครื่องจักรและเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของเธอเท่านั้นที่ทำลายความเงียบนั้น
"เธอ... รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?" เสียงของเธอกระซิบแผ่วเบา แทบจะจมหายไปกับเสียงของระบบระบายความร้อน
"ตั้งแต่ครั้งที่สิบสองครับ" ผมผ่อนลมหายใจยาว ขยับแว่นตาเล็กน้อยขณะนั่งลงบนเก้าอี้หมุนตัวข้างๆ เธอ "ตอนที่อาจารย์เผลอส่งสมการแก้ไขความเสถียรของสนามแม่เหล็กด้วยสัญกรณ์คณิตศาสตร์ยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งไม่มีสอนในหลักสูตรปัจจุบัน... และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือซ้ายของอาจารย์ ซึ่งในลูปปัจจุบันนี้ เครื่องเร่งอนุภาคยังไม่เคยเกิดอุบัติเหตุระเบิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว"
อลิซก้มมองข้อมือซ้ายของตนเองโดยสัญชาตญาณ นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสกับรอยแผลเป็นนั้น เธอยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นและโดดเดี่ยวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในชีวิตของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่คนนี้
"ร้อยครั้ง..." อลิซพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เธอยกมือขึ้นปิดใบหน้า ปล่อยให้ความลับที่แบกรับไว้คนเดียวมาเนิ่นนานพรั่งพรูออกมา "ฉันติดอยู่ในลูปนี้มาหนึ่งร้อยครั้งแล้ว คณิน... ทุกๆ สามสิบหกชั่วโมง โลกจะล่มสลายด้วยความผันผวนของพลังงานมืด และทุกๆ ครั้ง... ฉันต้องมองดูเธอตายต่อหน้าต่อตาในห้องนี้"
ความหนقอึ้งกดทับลงบนบรรยากาศรอบตัวทันที คำพูดนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือความจริงอันโหดร้ายที่ถูกกลั่นกรองมาจากหยดน้ำตาและความสิ้นหวังนับครั้งไม่ถ้วน
ผมไม่ได้พูดแทรก ผมปล่อยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นที่สะสมมาเนิ่นนาน ขณะเดียวกัน สมองส่วนเหตุผลของผมก็เริ่มประมวลผลข้อมูลชุดใหม่ที่เพิ่งได้รับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตัวเลขความน่าจะเป็น ความซับซ้อนของมิติเวลา และอัตราการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทจากการกระโดดข้ามลูป ทั้งหมดถูกนำมาคำนวณร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด
ผมเอื้อมมือออกไปอย่างช้าๆ วางฝ่ามือลงบนหลังมือที่สั่นเทาของอาจารย์สาว อัมพฤกษ์ความเย็นจากตัวเธอถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากฝ่ามือของผม
อลิซสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผม นัยน์ตาสีเทาคู่นั้นเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำใสๆ ที่กลั้นเอาไว้มานาน
"อาจารย์จำความน่าจะเป็นแบบสะสม (Cumulative Probability) ได้ไหมครับ?" ผมเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นและมั่นคง เพื่อดึงเธอกลับมาจากหลุมดำแห่งความสิ้นหวัง
อลิซกะพริบตาปริบๆ พยายามตั้งสติกับคำถามที่ไม่คาดคิดท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้
"ในทางสถิติศาสตร์..." ผมอธิบายต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ในทุกๆ ลูป แต่เมื่อจำนวนครั้งของการทดลองเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งร้อยครั้ง ความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์เดิมจะซ้ำรอยเดิมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีตัวแปรใหม่แทรกแซงเลย... แทบจะลู่เข้าสู่ศูนย์ตามกฎเกณฑ์ของลอการิทึม"
ผมหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย เปิดโอกาสให้เธอได้คิดตาม ก่อนจะเอ่ยประโยคที่กลั่นกรองออกมาจากใจจริง
"พูดง่ายๆ ก็คือ... การที่อาจารย์เห็นผมตายมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ได้แปลว่าผมจะต้องตายในลูปนี้ครับ เพราะในลูปที่หนึ่งร้อยนี้ มีตัวแปรใหม่อย่างหนึ่งเพิ่มเข้ามาแล้ว... นั่นก็คือตัวผมที่รู้ความจริง และพร้อมจะยืนเคียงข้างอาจารย์เพื่อแก้สมการนี้ไปด้วยกัน"
อลิซนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาหลังเลนส์แว่นของผม ค้นหาความหวาดกลัวหรือความลังเล แต่สิ่งที่เธอพบมีเพียงความจริงใจและความมั่นคงทางความคิดที่เกินกว่าเด็กหนุ่มวัยเดียวกันจะมีได้
ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ดูมีชีวิตชีวาและงดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา หยดน้ำตาที่เอ่อคลอไหลรินลงมาตามแก้มเนียน แต่แววตาของเธอกลับสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้งราวกับดวงดาวในคืนไร้เมฆ
"เธอนี่มัน... เกินเยียวยาจริงๆ เลยนะ คณิน" อลิซสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ ความเข้มแข็งแบบนักวิทยาศาสตร์เริ่มกลับคืนสู่ท่าทางของเธออีกครั้ง "ในเมื่อเธอคำนวณความน่าจะเป็นมาซะดิบดีขนาดนี้ งั้นเรามาลองคำนวณตัวแปรใหม่ที่จะใช้พลิกกระดานกันดีกว่า..."
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม กลิ่นหอมจางๆ ของสารเคมีผสมกับดอกไม้ป่าลอยแตะจมูก นิ้วเรียวยื่นไปแตะบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมหลัก พร้อมกับเรียกหน้าต่างคำนวณลับที่ถูกเข้ารหัสด้วยคีย์ระดับสูงสุดขึ้นมา
"ชิปข้อมูลที่เธอเสียบลงไปเมื่อครู่..." อลิซหันมามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังอันเฉียบคม "มันไม่ใช่แค่บันทึกสถานะ แต่เป็นรหัสผ่านสำหรับเข้าถึง 'แกนกลางของเครื่องยนต์เวลา' ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหินของสถาบัน... และตอนนี้ ระบบกำลังตอบสนองต่อการคำนวณคู่ขนานที่เราทำร่วมกันแล้ว"
เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่เคยดังระรัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงโทนต่ำสีฟ้า ระบบระบายความร้อนทำงานเงียบลงอย่างน่าอัศจรรย์ แรงสั่นสะเทือนใต้พื้นห้องสงบลง เหลือเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของพลังงานควอนตัมที่เสถียรขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าแสดงกราฟิกสามมิติของโครงสร้างเวลาที่กำลังเรียงตัวใหม่เป็นระเบียบ
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามทฤษฎีที่ผมคำนวณไว้... จนกระทั่งหน้าจอหลักทั้งหมดดับวูบลงในเสี้ยววินาที
ความมืดสนิทเข้าปกคลุมห้องปฏิบัติการชั่วขณะ ก่อนที่ไฟฉุกเฉินสีแดงเข้มจะสว่างวาบขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยรูปแบบใหม่ที่ดังขึ้นด้วยจังหวะที่กระชั้นชิดและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
**[คำเตือนระบบ: ตรวจพบการแทรกแซงภายนอกที่ไม่รู้จัก]**
**[ระดับภัยคุกคาม: SSS - ตรวจพบการเข้าถึงจาก 'ผู้สังเกตการณ์' นอกลูปเวลา]**
**[เวลาที่เหลือก่อนการยุบตัวของมิติ: 00:03:14 และกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว]**
ก่อนที่เราจะทันได้ตั้งตัว ประตูนิรภัยเหล็กกล้าหนาครึ่งเมตรของห้องปฏิบัติการ ซึ่งควรจะถูกล็อกด้วยรหัสผ่านควอนตัมที่แม้แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีในการเจาะ กลับค่อยๆ ส่งเสียงกลไกปลดล็อกดัง "คลิก... คลิก..." ออกมาทีละชั้นท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก
เงาสูงโปร่งร่างหนึ่งกำลังก้าวผ่านประตูที่เปิดอ้าออกทีละน้อย พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดดังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคำนวณเส้นทางเวลาไปกับเรานะครับ
***
เด็กเนิร์ดควอนตัมกับอัจฉริยะข้ามเวลา•ตอนที่ 7
เสียงสะท้อนจากลูปที่ร้อย
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เด็กเนิร์ดควอนตัมกับอัจฉริยะข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!