"รหัสผ่านนี้... คุณเอามาจากไหน, คณิน"
เสียงของ ดร.อลิซ ไม่ได้ดัง แต่มันหนักหน่วงพอจะทำให้บรรยากาศภายในห้องปฏิบัติการใต้ดินที่อุณหภูมิต่ำสิบแปดองศานี้ เยือกเย็นลงไปอีกหลายเท่าตัว แสงสีฟ้าจากหน้าจอแท็บเล็ตในมือสะท้อนเงาใบหน้าของเธอที่ไร้รอยยิ้ม ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้มองหน้าจออีกต่อไปแล้ว แต่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาหลังกรอบแว่นหนาเตอะของผม ราวกับกำลังพยายามควักเอาความลับทั้งหมดที่ผมซ่อนไว้ออกมาผ่าดูทีละชิ้น
ผมกลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก นิ้วมือที่เคยรัวแป้นพิมพ์คำนวณสมการควอนตัมอย่างคล่องแคล่วกลับชะงักค้างกลางอากาศ
"ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงครับ ดร.อลิซ" ผมเลือกที่จะตอบตามความจริงด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น "ตอนที่ระบบรูทเคอร์เนลของเซิร์ฟเวอร์หลักเกิดความผิดพลาดทางความน่าจะเป็นเมื่อสามชั่วโมงก่อน ผมสังเกตเห็นฮาร์ช (Hash) ตัวหนึ่งถูกฝังไว้ลึกในชั้นควอนตัมบิตที่เจ็ด มันเป็นรูปแบบการเข้ารหัสแบบสมมาตรที่ใช้ตัวเลขฟีโบนักชีสลับกับค่าคงตัวของพลังงานมืด... ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่คุณใช้สอนผมในคาบทฤษฎีเมื่อสัปดาห์ก่อน"
อลิซยังคงนิ่งเงียบ เธอยังไม่ขยับเขยือก ร่างเพรียวบางภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาท่ามกลางเศษซากอารยธรรมโบราณ
"ผมก็แค่... ลองใส่ชุดตัวเลขนั้นลงไปในฐานข้อมูลกลาง เพื่อดูว่าระบบจะเปิดช่องโหว่ให้ผมแก้ไขบั๊กการซิงโครไนซ์เวลาได้ไหม" ผมอธิบายต่ออย่างเจียมเนื้อเจียมตัว พยายามแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ "ผมไม่ได้คาดคิดเลยครับว่า... ชื่อของเจ้าของโปรเจกต์ระดับ SSS ที่ถูกล็อกไว้ด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเกิดเสียอีก จะปรากฏเป็นชื่อของอาจารย์"
บนหน้าจอแท็บเล็ต บรรทัดสุดท้ายของไฟล์บันทึกประวัติการสร้างโปรเจกต์ 'Chronos-V' ยังคงเรืองแสงสีแดงกระพริบเตือน
*Project Creator & Principal Investigator: Dr. Alice Vance (Timeline Alpha-01)*
คำว่า *Timeline Alpha-01* คือกุญแจสำคัญ มันไม่ใช่แค่ชื่อโปรเจกต์วิจัย แต่มันคือรหัสระบุพิกัดของห้วงเวลาต้นกำเนิด—ห้วงเวลาที่มนุษยชาติน่าจะสูญสิ้นไปแล้วจากมหันตภัยความผิดเพี้ยนของกาลเวลา
อลิซถอนหายใจออกมาเบาๆ เสียงถอนหายใจนั้นยาวนานและแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้า ชนิดที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในคราบของอาจารย์สาวผู้ปราดเปรื่องและมั่นใจในตัวเองเสมอ รอยตึงเครียดรอบดวงตาของเธอคลายลงเล็กน้อย เหลือไว้เพียงความรaวดร้าวลึกๆ ที่ยากจะอธิบาย
เธอเอื้อมมือเรียวขาวมาปิดหน้าจอแท็บเล็ตในมือผมลงอย่างนุ่มนวล แรงกดจากปลายนิ้วของเธอยังคงเย็นเฉียบ
"ฉลาดมาก... คณิน" อลิซพึมพำเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตา "เธอเก่งเกินกว่าที่ฉันคาดไว้ในทุกๆ ลูปเวลาจริงๆ... นั่นแหละคือปัญหา"
"ลูปเวลา...?" ผมทวนคำ หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นตระหนก "อาจารย์หมายความว่ายังไงครับ ที่บอกว่า... ทุกๆ ลูปเวลา?"
อลิซไม่ตอบคำถามนั้นทันที เธอกลับหันหลังให้ผมแล้วเดินไปหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดบนโต๊ะทำงานมาถือไว้ มองลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นเครื่องเร่งอนุภาคควอนตัมขนาดมหึมาหมุนวนอยู่เบื้องล่าง แสงไฟสีฟ้าอมเขียวสาดกระทบเรือนผมสีน้ำตาลเข้มของเธอ ทำให้เธอดูโดดเดี่ยวและเปราะบางเหลือเกินในสายตาของผม
"นั่งลงก่อนสิ คณิน" เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "คืนนี้เรายังมีงานต้องทำอีกยาวไกล... และถ้าเธออยากรู้ความจริงทั้งหมด บางทีนี่อาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่เราควรจะเปิดไพ่ทุกใบ"
ผมขยับแว่นตา นั่งลงบนเก้าอี้สำนักงานหมุนตามคำสั่งอย่างว่าง่าย แม้ว่าในหัวจะเต็มไปด้วยคำถามนับร้อยที่กำลังตีกันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มก้อนอนุภาคในเครื่องเร่งความเร็ว
บรรยากาศในห้องปฏิบัติการยามตีสองกว่าเงียบสงัด มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของระบบระบายความร้อนควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่คอยย้ำเตือนถึงความจริงอันโหดร้ายว่า เรากำลังแข่งกับเวลา—ไม่ใช่แค่เวลาบนนาฬิกาข้อมือ แต่เป็นเวลาของความอยู่รอดของจักรวาล
อลิซวางแก้วกาแฟลง เดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แสงไฟจากหลอดนีออนสลัวเหนือโต๊ะทำงานส่องลงมาพอดี ทำให้ผมได้สังเกตเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของเธออย่างชัดเจน
รอยคล้ำใต้ดวงตาคู่สวยนั้นชัดเจนเสียจนแป้งแต่งหน้าก็ไม่อาจปกปิดได้มิด ริมฝีปากที่เคยอมชมพูบัดนี้แห้งผากและมีรอยแตกเล็กน้อยจากภาวะขาดน้ำจากการทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงโดยไม่พักผ่อน และที่สำคัญที่สุด—บริเวณข้อมือข้างซ้ายที่โผล่พ้นชายเสื้อกาวน์ออกมาเล็กน้อย มีรอยแผลเป็นจางๆ จากการไหม้ของพลังงานความร้อนสูง ซึ่งเป็นร่องรอยจำเพาะของการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กควอนตัมด้วยมือเปล่า
บาดแผลนั้น... ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับนักทฤษฎีผู้ควบคุมระบบจากห้องคอมพิวเตอร์อย่างเธอ แต่มันคือบาดแผลของ "นักรบ" หรือ "ผู้ลงมือปฏิบัติการ" ที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกในสนามรบจริง
ผมเผลอยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะชะงักค้างกลางอากาศด้วยความเกรงใจและดึงมือกลับแทบไม่ทัน
"อาจารย์... บาดเจ็บตรงนั้น..." ผมพยักเพยิดหน้าไปทางข้อมือของเธอ น้ำเสียงของผมเจือความกังวลอย่างปิดไม่มิด "มันไม่ใช่แผลจากการทำงานในห้องแล็บปกติใช่ไหมครับ"
อลิซก้มมองตามสายตาของผม เธอนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะดึงแขนเสื้อลงมาปกปิดรอยแผลนั้นอย่างเงียบๆ เธอยิ้มเจื่อนๆ—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความฝืดเฝื่อน
"เธอช่างสังเกตเกินไปแล้วจริงๆ คณิน" เธอส่ายหัวเบาๆ "แผลนี้... มันคือหลักฐานว่าฉันพยายามจะแก้ไขเรื่องนี้มาแล้วกี่ครั้ง"
"หมายความว่า..."
"หมายความว่า เธอกำลังนั่งคุยอยู่กับคนที่ตายมาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่สิบครั้ง, คณิน" อลิซตัดบทด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่เต็มไปด้วยความปลงตกอย่างน่าใจหาย "ทุกครั้งที่ความผิดพลาดทางควอนตัมพุ่งถึงจุดวิกฤต เซิร์ฟเวอร์หลักจะทำการรีเซ็ตตัวเอง ย้อนเวลากลับมาสามสัปดาห์ก่อนเกิดมหันตภัย... และมีเพียงฉันคนเดียวที่ยังคงความทรงจำจากลูปเก่าเอาไว้ได้ทั้งหมด"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าแรงโน้มถ่วงรอบหลุมดำ
สมองของผมพยายามประมวลผลข้อมูลมหาศาลนี้ ทฤษฎีความน่าจะเป็นนับร้อยถูกหยิบยกขึ้นมาหักล้างและสนับสนุนในเสี้ยววินาที หากสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่าอาจารย์สาวผู้ปราดเปรื่องคนนี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งของการช่วยโลกไว้คนเดียว... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่มีใครจำได้เลยสักคนว่าเธอต้องผ่านความตายและความล้มเหลวมามากแค่ไหน
และที่สำคัญที่สุด... ในทุกๆ ลูปที่ผ่านมา จุดจบของเธอก็คือการสูญสลายหายไปพร้อมกับระบบในคืนที่สามสิบ
ผมมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ ดวงตาที่ฉายแววโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้าจนแทบจะแหลกสลาย ความรู้สึกบางอย่างที่นอกเหนือจากความเป็นลูกศิษย์กับอาจารย์กำลังก่อตัวขึ้นในอก ความอบอุ่นและความเด็ดเดี่ยวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเคร่งครัดของผมเริ่มส่งเสียงเรียกร้อง
"ถ้าอาจารย์ต้องผ่านมันมาสี่สิบครั้งแล้ว..." ผมถอดแว่นตาออก ใช้ปลายนิ้วเช็ดเลนส์เบาๆ เพื่อซ่อนประกายความมุ่งมั่นในแววตา ก่อนจะสวมมันกลับเข้าไปแล้วมองสบตาเธอตรงๆ "ทำไมลูปนี้ถึงแตกต่างล่ะครับ? ทำไมอาจารย์ถึงยอมให้ผมเข้ามามีส่วนร่วมในโค้ดหลักของโปรเจกต์นี้?"
อลิซชะงักไปเล็กน้อย เธอมองหน้าผมนิ่ง เนิ่นนานราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างในตัวเด็กหนุ่มเนิร์ดผู้สวมแว่นหนาเตอะคนนี้
"เพราะว่า..." อลิซสูดหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยเป็นครั้งแรก "ในสี่สิบ ลูปที่ผ่านมา... เธอไม่เคยรอดชีวิตเกินวันที่สองของการรีเซ็ตเลยสักครั้งเดียว คณิน"
คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบลงกลางอกของผม ลมหายใจสะดุดกึก
"ทุกๆ ครั้ง เธอก็แค่เด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้เคร่งครัดในตำรา ที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องบ้าๆ นี้โดยไม่รู้เรื่องอะไร และจบชีวิตลงอย่างอนาถในห้องแล็บแห่งนี้ ก่อนที่เราจะทันได้แก้สมการอะไรด้วยซ้ำ" อลิซหลบสายตา ก้มมองเรียวนิ้วของตัวเองที่ประสานกันบนตัก "แต่ในลูปนี้... เป็นครั้งแรกที่เธอคำนวณความน่าจะเป็นของรอยแยกเวลาได้เร็วกว่ากำหนดถึงเจ็ดสัปดาห์ และเป็นครั้งแรก... ที่เธอเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับรหัสผ่านของเซิร์ฟเวอร์หลัก"
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้ง แววตาคู่นั้นสั่นระริกด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่คลออยู่ปริ่มๆ แต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความหยิ่งทะนง
"เธอไม่ใช่แค่ผู้ช่วยในโปรเจกต์นี้อีกต่อไปแล้วนะ คณิน... เธอคือตัวแปรเดียวที่อาจจะเปลี่ยนแปลงสมการทั้งหมดนี้ได้"
บรรยากาศระหว่างเราอบอวลไปด้วยความใกล้ชิดที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางวิชาการไปไกลลิบ ความเหนื่อยล้า บาดแผล และความลับถูกเปิดเปลือยออกภายใต้แสงไฟสีฟ้าของห้องแล็บใต้ดิน มิตรภาพที่ถูกถักทอขึ้นจากเศษเสี้ยวของกาลเวลาและตัวเลขกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง ณ จุดนี้
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำมั่นสัญญาบางอย่างเพื่อยืนยันว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน เสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็ทำลายความเงียบทั้งหมดลง
*TIN-TONG!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดดังลั่นไปทั่วทั้งศูนย์วิจัยใต้ดิน ไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสลับกับสีฟ้าสว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั่วทุกมุมห้อง หน้าจอแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องรวนเรจนขึ้นข้อความรหัสข้อผิดพลาดเป็นตัวอักษรสีแดงฉาน
ระบบ AI ควบคุมโครงข่ายหลักของห้องแล็บส่งเสียงสังเคราะห์แหบพร่าและเย็นเยียบดังขึ้นจากลำโพงเพดานเหนือศีรษะ
*[WARNING: Quantum Dimensional Breach Detected in Sector 0...]*
*[ALERT: Unauthorized entity intrusion from Timeline Beta-09...]*
*[CRITICAL ERROR: The loop has been forcibly collapsed. Execution sequence initiated.]*
อลิซหน้าถอดสีทันที เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดราวกับเห็นผีสาง
"เป็นไปไม่ได้..." อลิซพึมพำเสียงสั่นเทา ลมหายใจติดขัด "พวกมัน... ตามเรามาเจอเร็วกว่ากำหนดถึงสามวันได้ยังไง?!"
ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยถามอะไร ประตูนิรภัยเหล็กกล้าหนาสองเมตรของห้องปฏิบัติการใต้ดินที่ควรจะถูกล็อกด้วยรหัสผ่านควอนตัม ก็ส่งเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลทำให้ฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาจากเพดาน
และท่ามกลางกลุ่มควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากบานประตูที่กำลังบิดเบี้ยว เงาร่างของใครบางคน—คนที่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในลูปเวลานี้—ก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินผ่านกลุ่มควันเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลานี้ไปด้วยกันนะครับ
เด็กเนิร์ดควอนตัมกับอัจฉริยะข้ามเวลา•ตอนที่ 4
ทฤษฎีบทของมิตรภาพเริ่มต้น
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เด็กเนิร์ดควอนตัมกับอัจฉริยะข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!