คราบหมึกสีชาบนฎีกาลับยังไม่ทันแห้งสนิทดี กลิ่นอายของความตายและความลับที่ถูกฝังกลบก็โชยมาแตะปลายนาสิกเสียแล้ว...
มินตราละสายตาจากอักษรจีนโบราณบนกระดาษสา ปล่อยให้พู่กันขนกระต่ายในมือร่วงลงกระทบแท่นฝนหมึกจนเกิดเสียงทึบเบาๆ นางมิได้สนใจความเสียหายตรงหน้า สติสัมปชัญญะทั้งมวลถูกดึงดูดด้วยความผิดปกติที่สะท้อนอยู่บนบานกระจกทองเหลืองบานใหญ่ประจำตำหนัก
กระจกบานนั้น... มิได้สะท้อนภาพโฉมสะคราญของสนมเอกแห่งวังหลังผู้สวมอาภรณ์ปักดิ้นทองระยิบระยับ ทว่ามันกลับฉายภาพ "เรือนไทยไม้สักทอง" อันคุ้นตา คานไม้โบราณที่อาบไล้ด้วยแสงตะวันยามสนธยา หน้าต่างบานกระทุ้งที่เปิดอ้ารับลมแม่น้ำเจ้าพระยา และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด—เงาร่างโปร่งแสงของหญิงสาวนางหนึ่ง กำลังยืนหันหลังให้อยู่ตรงระเบียงเรือนไทยหลังนั้น ร่างนั้นสะท้อนเงาซ้อนทับกับร่างของนางในกระจกอย่างพพอดีราวกับเป็นคนคนเดียวกัน
ลมหายใจของมินตราสะดุดกึ๊ก หัวใจเต้นกระหน่ำรัวรากลองศึกยามวิกาล ความหนาวยะเยือกแล่นริ้วจากปลายนิ้วเท้าพุ่งตรงสู่ขั้วหัวใจ นางจำความรู้สึกนี้ได้ดี ความรู้สึกของกลิ่นธูปเก่าๆ คราบน้ำตาบนเรือนไม้ และเสียงกระซิบแผ่วเบาจากภพภูมิที่ควรจะถูกปิดตายไปแล้ว
"เจ้ากำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ... พระชายา"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดของปลายนิ้วแกร่งที่เอื้อมมาแตะลงบนเส้นผมสีดำสนิทที่ปล่อยสยาย ท่านอ๋องเฉินอี้ก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ สรรพนามที่ใช้เรียกขานเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นมิเคยละไปจากแววตาตื่นตระหนกของนางเลยแม้แต่น้อย
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว นางค่อยๆ เบนสายตาจากกระจกเงามาสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นและดุร้ายที่สุดในแผ่นดิน รอยยิ้มบางเบาถูกคลี่ออกที่มุมปากอย่างยากเย็น เพื่อกลบเกลื่อนความหวาดหวั่นที่กำลังกัดกินวิญญาณ
"หม่อมฉันเพียงแต่... รู้สึกว่าอากาศในตำหนักนี้ช่างอบอ้าวเหลือเกินเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุด ทว่าปลายนิ้วที่กำชายเสื้อคลุมแน่นกลับสั่นระริกจนปิดไม่มิด
เฉินอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณของนักล่าผู้ผ่านสมรภูมิรบมาโชกโชนย่อมมองออกว่าสตรีตรงหน้ากำลังปิดบังความลับบางอย่าง นางมิใช่สนมในห้องหอที่หวาดกลัวอำนาจมืดทั่วไป สตรีผู้นี้มีดวงตาที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสน และในยามนี้ แววตานั้นกำลังฉายร่องรอยของความหวาดกลัวจากโลกอื่น—โลกที่เขาเอื้อมมือไปไม่ถึง
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดตัวนางยิ่งขึ้น จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมประจำกายโอบล้อมร่างของมินตราไว้ทั้งหมด มือหนาเอื้อมไปแตะที่กรอบกระจกทองเหลืองเบื้องหน้า สายตาดุดันกวาดมองเงาสะท้อนว่างเปล่าของห้องบรรทม ทว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นอกจากเงาของเขากับนางที่สะท้อนกลับมา
"อากาศอบอ้าวหรือ..." เฉินอี้โน้มใบหน้าลงกระซิบชิดใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเยارหยันและคุกคามในคราเดียวกัน "แต่ข้ากลับรู้สึกว่า... ลมหนาวจากแดนไกลกำลังพัดผ่านเข้ามาในวังหลังแห่งนี้ต่างหาก เจ้าเห็นสิ่งใดในกระจกบานนั้นกันแน่... มิ่ง?"
คำว่า "มิ่ง" ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของท่านอ๋อง ทำให้ลมหายใจของมินตราแทบหยุดชะงัก เขารู้... หรือเป็นเพียงการหยั่งเชิง? นางหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างกันใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
"หม่อมฉันเป็นเพียงสนมเอกของท่านอ๋อง จะเห็นสิ่งใดได้นอกจากภาพสะท้อนของความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์เล่าเพคะ" มินตราตอบโต้ด้วยน้ำเสียงคมคาย แม้ในใจจะตระหนักดีว่า บุรุษผู้นี้ฉลาดล้ำเกินกว่าจะตบตาได้ง่ายๆ
เฉินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบเปล่งประกายความดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่พบเหยื่ออันโอชะ เขายื่นมือไปเชยคางมนขึ้นบังคับให้นางเงยหน้าสบตา ตรงหน้าเขาคือสตรีที่กุมหัวใจและแผนการทั้งหมดของเขาไว้ในคราเดียว
"ความจงรักภักดีหรือ..." อ๋องหนุ่มลากเสียงยาวอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะโน้มใบหน้ากระซิบชิดริมฝีปากอิ่ม "ข้าไม่เคยต้องการความจงรักภักดีจากเจ้า... สิ่งที่ข้าต้องการ คือความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่หลังดวงตาคู่นั้น และวิญญาณที่เจ้าเอาติดตัวข้ามภพมาต่างหากเล่า"
เพล้ง!
เสียงกระเบื้องแตกดังสนั่นหวั่นไหวมาจากห้องโถงด้านนอก ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของนางกำนัลที่ขาดห่วนลงกลางคัน ราวกับถูกตัดขั้วหัวใจด้วยคมดาบ
เฉินอี้ผละออกจากมินตราในเสี้ยววินาที ร่างสูงตระหง่านพลิ้วกายคว้ากระบี่ประจำกายที่พาดอยู่บนชั้นไม้อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด แววตาเยือกเย็นเปลี่ยนเป็นคมปลาบเต็มไปด้วยจิตสังหาร ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวเท้าไปถึงประตูห้องบรรทม ประตูไม้แกะสลักก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพลังภายในอันมหาศาล
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดใบหน้ามิดชิดนับสิบชีวิตพุ่งทะยานเข้ามาในห้องราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด แต่สิ่งทำให้น้ำในกายของมินตราแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง มิใช่กลุ่มมือสังหารเหล่านั้น...
หากแต่เป็นกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่โชยมากับสายลมราตรี—กลิ่นธูปสาบศพและกลิ่นอายของ "เรือนไทย" ที่อบอวลไปทั่วทั้งตำหนัก จนกระทั่งเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองบานเดิม เริ่มเคลื่อนไหวได้เองอย่างอิสระ... และมือสีขาวซีดไร้เลือดคู่หนึ่ง ก็ยื่นทะลุกระจกออกมาคว้าข้อเท้าของมินตราไว้แน่น!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 12
เงาสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!