เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 11

กลิ่นหอมชวนพิศวง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
รอยเปื้อนสีชาดบนกระดาษสาแผ่นนั้นมิได้เกิดจากน้ำหมึก หากแต่เป็นคราบโลหิตจางๆ ที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมเย็นเยียบราวดอกไม้ในยามวิกาล มินตราใช้นิ้วเรียวบางคีบแผ่นกระดาษขึ้นพินิจผ่านแสงจากเปลวเทียน ดวงตาคู่คมกวาดมองตัวอักษรจีนโบราณที่เขียนด้วยลายมือสั่นระริก เนื้อความในบันทึกของสนมขั้นเฟยผู้ล่วงลับระบุชัดเจนถึง "กลิ่นหอมประหลาด" ที่โชยมาจากตำหนักบูรพาในคืนก่อนที่นางจะฉีกทึ้งเสื้อผ้าของตนเองและสิ้นสติไปอย่างน่าเวทนา "กลิ่นนี้มิได้มีไว้เพื่อความรื่นรมย์..." เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทรงอักษร อ๋องเฉินอี้ก้าวออกมาจากเงาสลักของฉากกั้นไม้จันทน์ ดวงเนตรคมกริบดั่งพญายรกวาดมองหลักฐานในมือสตรีตรงหน้า "แต่มันคือ 'สัตตบงกชโลหิต' สมุนไพรหายากจากดินแดนโพ้นทะเลทราย มีฤทธิ์กัดกร่อนจิตประสาท ทำให้ผู้สูดดมเกิดภาพหลอนและสูดสิ้นซึ่งสติสัมปชัญญะภายในเจ็ดวัน" มินตราเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุร้ายที่สุดในราชสำนัก มุมปากหยักลึกประดับรอยยิ้มเยርหยันน้อยๆ อย่างไม่เกรงกลัว "หม่อมฉันทราบเพคะ... และผู้ที่ครอบครองเครื่องหอมชนิดนี้ได้ ย่อมไม่ใช่สนมชั้นผู้น้อยในวังหลังอย่างแน่นอน" บรรยากาศภายในห้องอับทึบพลันเย็นเยียบลงถนัดตา สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกระซิบเตือนมินตราถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่าความทรงจำจากเรือนไทยโบราณในภพชาติก่อนกลับซ้อนทับขึ้นมาอย่างแจ่มชัด—กลิ่นหอมหวานที่ชวนให้อาเจียนนี้ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับกลิ่นธูปหน้าโลงศพในคืนวันที่นางต้องเผชิญหน้ากับคำสาปมรณะไม่ผิดเพี้ยน "เจ้ากำลังเอาชีวิตเข้าแลกกับการสืบเรื่องนี้ มิ่งเอ๋ย" อ๋องเฉินอี้ก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง กลิ่นอายบุรุษและไอเย็นจากสนามรบแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด ฝ่ามือหนายื่นออกไปหมายจะปัดปอยผมที่ระกรอบหน้าสตรีตรงหน้า ทว่ามินตรากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างนุ่มนวล "หากหม่อมฉันไม่ทำ แล้วผู้ใดเล่าจะลากตัวฆาตกรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเงาของฮองเฮาออกมาได้?" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง ดวงตาคู่งามทอประกายท้าทายไร้ความหวาดกลัว "หรือว่าท่านอ๋องทรงเกรงกลัวอำนาจมืดที่ชักใยอยู่เบื้องหลังกันแน่?" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของท่านอ๋องจะกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและ... ความอันตราย ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันด้วยสายตา เชือกไข่มุกที่ใช้ม่านกั้นประตูตำหนักก็ส่งเสียงกระทบกันเบาๆ ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดวิ่งกระหựดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า ร่างกายสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ "ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลานรายงาน "สนมเอกหลิว... จู่ๆ นางก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมากลางงานเลี้ยงน้ำชา นางกรีดร้องและพยายามใช้ปิ่นทองแทงคอตัวเอง โดยปากก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง... ถึงกลิ่นหอมของดอกบัวเลือดพ่ะย่ะค่ะ!" มินตราและอ๋องเฉินอี้สบตากันทันที ความตึงเครียดพุ่งทะยานถึงขีดสุดเมื่อรู้ว่าเหยื่อรายต่อไปได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว และมันคือการส่งสารท้าทายจากศัตรูที่ซ่อนอยู่มืด ทว่า ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ก้าวออกจากห้องเพื่อไปตรวจสอบสถานการณ์ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นล้อมรอบตำหนัก พร้อมกับราชеรีกษาหลวงที่ถือคบเพลิงสว่างไสว ประตูห้องทรงอักษรถูกถีบเปิดผางออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์ทองก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและทรงอำนาจ ฮองเฮาเหม่ยหลินแย้มรอยยิ้มเยือกเย็น อาภรณ์สีแดงสดตัดกับใบหน้าขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบ ในมือเรียวยาวของนางถือตลับทองคำประดับอัญมณีล้ำค่า ซึ่งส่งกลิ่นหอมหวานชวนพิศวงตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง "สนมมิ่ง... เจ้าช่างมีความสามารถในการสืบสวนคดีนักนะ" ฮองเฮาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดซ่อนเร้น "แต่เป็นน่าเสียดายยิ่งนักที่คนฉลาดเช่นเจ้า... มักจะมีอายุขัยสั้นเสมอ" ฮองเฮายกมือขึ้นส่งสัญญาณ ขันทีด้านหลังก้าวออกมารemกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตใบหนึ่ง วางลงบนโต๊ะไม้จันทน์ตรงหน้ามินตรา ชาในถ้วยส่งควันกรุ่นสีดำจางๆ พร้อมกับกลิ่นหอมรุนแรงของสัตตบงกชโลหิตที่เข้มข้นจนแทบหยุดหายใจ "ดื่มมันเสีย... แล้วความลับทั้งหมดที่เจ้าอยากรู้ จะถูกนำไปสะสางในปรภพ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบมาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%